วิกฤตคราบน้ำมันปนเปื้อนที่ป่าชายเลน จ.สมุทรสาคร

วิกฤตคราบน้ำมันปนเปื้อนที่ป่าชายเลน จ.สมุทรสาคร

วิกฤตคราบน้ำมันปนเปื้อนที่ป่าชายเลน จ.สมุทรสาคร

รูปข่าว : วิกฤตคราบน้ำมันปนเปื้อนที่ป่าชายเลน จ.สมุทรสาคร

วิกฤตคราบน้ำมันปนเปื้อนที่ป่าชายเลน จ.สมุทรสาคร คราบน้ำมันที่ปนเปื้อนในทะเลอ่าวไทยจาก จ.สมุทรสาครถึงจ.ประจวบคีรีขันธ์ซึ่งเกิดขึ้นตั้งแต่วันที่ 24 ต.ค.2558 นอกจากจะสร้างมลพิษในทะเลและทำความเสียหายให้ชายหาดหลายแห่งแล้ว ยังพบว่ามีคราบน้ำมันจำนวนมากติดอยู่ที่ป่าชายเลนใน จ.สมุทรสาคร ซึ่งชาวบ้านกังวลว่าจะเกิดผลกระทบต่อสัตว์น้ำเพราะป่าชายเลนเป็นแหล่งอนุบาลสัตว์น้ำที่สำคัญ

นกนางแอ่นที่มีคราบน้ำมันดิบติดตามตัวจนบินต่อไปไม่ได้ซึ่งเจ้าหน้าที่พบที่บริเวณป่าชายเลนหมู่ที่ 5 ต.นาโคก อ.เมืองสมุทรสาคร เป็นตัวอย่างของสัตว์ที่ได้รับกระทบจากคราบน้ำมันดิบในทะเลอ่าวไทยมานานกว่า 1 สัปดาห์ นอกจากนี้ยังมีสัตว์เศรษฐกิจอย่างกุ้ง หอย ปู ปลา และสัตว์น้ำอื่นๆ ของห่วงโซ่อาหารที่มีถิ่นอาศัยและหากินอยู่ในป่าชายเลนซึ่งเป็นแหล่งอนุบาลสัตว์ตามธรรมชาติ

เนื่องจากป่าชายเลนมีสภาพเป็นดินโคลนและยังมีป่าโกงกางที่ค่อนข้างสมบูรณ์ ทำให้การกำจัดคราบน้ำมันจากป่าชายเลนแตกต่างไปจากการทำความสะอาดบริเวณชายหาดหัวหิน และชายหาดในอำเภอปราณบุรี จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ กล่าวคือต้องใช้คนเดินเท้าฉีดพ่นสารขจัดคราบน้ำมันที่เกาะอยู่ตามกิ่งไม้ ใบไม้ รากไม้หรือโขดหิน

สารขจัดคราบน้ำมันนี้ลักษณะคล้ายน้ำยาล้างจานซึ่่งจะนำไปผสมกับน้ำเปล่าและนำไปฉีดใส่คราบน้ำมัน น้ำยาตัวนี้จะช่วยลดแรงตึงผิว ทำให้คราบน้ำมันเกิดการแตกตัวจากนั้นก็จะย่อยสลายไปตามธรรมชาติในน้ำทะเล

กฤตกร แซ่เอี๊ยบ ผู้ประสานงานเครือข่ายรักษ์อ่าวไทยตอนบนเรียกร้องให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งส่งเจ้าหน้าที่มาช่วยกำจัดคราบน้ำมันเพราะลำพังคนในท้องถิ่นไม่มีศักยภาพที่จะรับมือกับปัญหานี้ได้เอง

"เรารณรงค์เรื่องการอนุรักษ์พื้นที่อ่าวไทยตอนในหรือ "อ่าวรูปตัว ก." กันมานาน เพื่อให้เป็นแหล่งอาหารและสัตว์น้ำ แต่กลับมาเกิดเหตุแบบนี้ขึ้นเป็นเรื่องที่น่าเสียดาย" นายกฤตกรกล่าว

เรือตรีนิพันธ์ พุ่มทอง ผู้บังคับหมวดปืนที่ 1 กองพันต่อสู้อากาศยานที่ 21 ยอมรับว่าอาจต้องใช้เวลา 2 - 3 วันหรือมากกว่านั้นจึงจะฉีดพ่นสารขจัดคราบน้ำมันได้ทั่วพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบซึ่งครอบคลุมพื้นที่เป็นทางยาวประมาณ 3 กิโลเมตร เพราะการทำความสะอาดต้องพบอุปสรรคคือน้ำทะเลขึ้นเร็วมาก ทำให้ต้องหยุดการทำงานและต้องรอจนกว่าน้ำทะเลลง จึงจะสามารถทำงานต่อได้

ไม่เพียงแต่สัตว์ในธรรมชาติที่ได้รับผลกระทบจากคราบน้ำมัน แต่การปนเปื้อนครั้งนี้ยังส่งผลกระทบต่อเกษตรกรที่ประกอบอาชีพประมง ทั้งเลี้ยงหอยแครง หอยแมลงภู่ ปลากะพง และปู ซึ่งมีอยู่กว่า 30 รายใน ซึ่งขณะนี้ยังไม่มั่นใจว่าน้ำทะเลมีคุณภาพดีพอหรือไม่ ทำให้ไม่กล้าระบายน้ำเข้าออกจากฟาร์ม ซึ่งหากสถานการณ์ยังไม่เข้าภาวะปกติโดยเร็วคาดว่าสัตว์ที่เลี้ยงไว้จะได้รับผลกระทบหนักเช่นกัน

ธรณ์ ธำรงนาวาสวัสดิ์ รองคณบดีคณะประมง มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์อธิบายว่าสารเคมีที่มีอยู่ในน้ำมันที่ปนเปื้อนอยู่ในป่าชายเลนจะกำจัดได้ค่อนข้างยาก เนื่องจากคราบน้ำมันที่ฝังตัวอยู่ในโคลนเลนซึ่งจะส่งผลกระทบต่อระบบนิเวศน์และสิ่งมีชีวิตในระยะยาว โดยเฉพาะสารประเภทปรอท ที่ไม่สามารถกำจัดออกได้

วันพรุ่งนี้ (2 พ.ย.2558) ชาวบ้านจากหลายเครือข่ายในจังหวัดสมุทรสาครจะระดมกำลังเก็บขยะที่เปื้อนคราบน้ำมัน ในขณะที่หน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะลงพื้นที่ตรวจสอบสาเหตุที่เกิดขึ้นและวิธีการกำจัดอีกครั้ง


กลับขึ้นด้านบน