กรมเจ้าท่าได้ข้อมูลเรือต้องสงสัยปล่อยน้ำมันลงทะเลจากชาวประมง ตั้งสมมติฐาน 4 ประเด็น

กรมเจ้าท่าได้ข้อมูลเรือต้องสงสัยปล่อยน้ำมันลงทะเลจากชาวประมง ตั้งสมมติฐาน 4 ประเด็น

กรมเจ้าท่าได้ข้อมูลเรือต้องสงสัยปล่อยน้ำมันลงทะเลจากชาวประมง ตั้งสมมติฐาน 4 ประเด็น

รูปข่าว : กรมเจ้าท่าได้ข้อมูลเรือต้องสงสัยปล่อยน้ำมันลงทะเลจากชาวประมง ตั้งสมมติฐาน 4 ประเด็น

กรมเจ้าท่าได้ข้อมูลเรือต้องสงสัยปล่อยน้ำมันลงทะเลจากชาวประมง ตั้งสมมติฐาน 4 ประเด็น วันนี้ (2 พ.ย.2558) เจ้าหน้าที่กรมเจ้าท่าสอบถามข้อมูลจากชาวประมงที่ระบุว่าพบเห็นเรือต้องสงสัยปล่อยน้ำมันลงทะเลอ่าวไทย ซึ่งเป็นเหตุให้เกิดการปนเปื้อนในทะเล ป่าชายเลนและชายหาดหลายจุด ตั้งแต่ จ.สมุทรสาคร ถึง จ.ประจวบคีรีขันธ์ โดยกรมเจ้าท่าตั้งสมมติฐานสาเหตุการปนเปื้อนของคราบน้ำมันไว้ 4 ประเด็น

ภาพถ่ายดาวเทียมของสำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ (GISTDA) พบคราบน้ำมันใกล้ปากแม่น้ำแม่กลอง บริเวณรอยต่อระหว่าง จ.สมุทรสาครและจ.สมุทรสงครามตั้งแต่วันที่ 24 ต.ค.2558 หลังจากนั้นมีรายงานว่าคราบน้ำมันถูกซัดเกยหาดทรายหลายแห่ง เช่น ชะอำ หัวหิน และปราณบุรี ซึ่งคราบน้ำมันยังพบเห็นได้บางจุดในวันนี้ (2 พ.ย.) นายอานนท์ สนิทวงศ์ ณ อยุธยา ผู้อำนวยการ GISTDA ระบุว่าต้นตอของคราบน้ำมันน่าจะมาจากกลุ่มเรือที่ภาพถ่ายดาวเทียมบันทึกไว้ได้ 
 
เจ้าหน้าที่ของกรมเจ้าท่าได้เบาะแสจากชาวประมงคนที่หนึ่งที่บอกพิกัดในทะเลช่วงเวลาที่เห็นเรือขนาดใหญ่ปล่อยน้ำมันลงทะเล ชาวประมงคนดังกล่าวระบุว่าเรือดังกล่าวอยู่ที่ ลองจิจูด 100 องศา 13 ลิปดา เขาเห็นเรือมีท่อปล่อยน้ำมันออกมาด้านข้างเรือ และได้ขับตามเรือลำดังกล่าวไปเห็นน้ำมันปล่อยลงทะเลเป็นทางยาว

เมื่อได้พิกัดแล้วเจ้าหน้าที่ได้กางแผนที่เพื่อดูพิกัดตามคำบอกเล่าและพบว่าจุดดังกล่าวอยู่ในพื้นที่ความรับผิดชอบของเจ้าท่าสมุทรสาคร หลังจากนี้จึงจะต้องตรวจสอบข้อมูลของเรือที่ผ่านมาเส้นทางนี้ พร้อมตั้งสมมติฐานไว้ 4 ประเด็น ได้แก่ การล้างถังของเรือ การขนถ่ายน้ำมันระหว่างเรือกลางทะเล แท่นขุดเจาะมันน้ำรั่วและจงใจทิ้งน้ำมันลงทะเล

น.ต.อภิชัย คล้ายแก้ว  ผู้อำนวยการสำนักงานเจ้าท่าภูมิภาค สาขาสมุทรสงครามระบุว่า ข้อมูลจากชาวประมงพบว่าจุดเริ่มต้นของคราบเรือต้องสงสัยอยู่บริเวณปากอ่าว จ.สมุทรสงคราม เรือมุ่งหน้าไปทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือ คาดว่าเรือจะไปทางจ.สมุทรสาคร และอาจจะไปที่ จ.สมุทรปราการต่อไป

ข้อมูลเบื้องต้นพบว่า มีเรือที่ต้องผ่านพิกัดดังกล่าวเฉลี่ยเดือนละ 53 ลำ เป็นเรือขนส่งน้ำมันเตา ขนส่งน้ำมันดีเซล และก๊าซ ก่อนหน้านี้เจ้าหน้าที่กรมเจ้าท่า จ.ประจวบคีรีขันธ์สันนิษฐานว่าคราบน้ำมันที่พบเป็นน้ำมันเตา แต่ขณะนี้ยังไม่ได้ข้อสรุป

"ถ้าเหตุเกิดจากเรือ เจ้าหน้าที่ก็จะตรวจสอบข้อมูลเรือทุกลำที่ผ่านบริเวณนี้ ซึ่งไม่น่าจะใช้เวลานาน แต่ถ้าเป็นเพราะสาเหตุอื่นก็คงต้องใช้เวลามากขึ้นในการสอบสวนและต้องอาศัยข้อมูลจากหน่วยงานอื่นๆ ด้วย" น.ต.อภิชัยกล่าว

วันพรุ่งนี้ (3 พ.ย.) คณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริงของกรมเจ้าท่าจะประชุมเพื่อประมวลข้อมูลเกี่ยวกับเหตุคราบน้ำมันปนเปื้อนในทะเล เพื่อหาผู้กระทำผิด ซึ่งตามกฎหมายมีโทษจำคุกไม่เกิน 1 ปี ปรับ ไม่เกิน 6 หมื่นบาท และผู้ก่อเหตุต้องชดใช้ความเสียหายที่เกิดขึ้นกับธรรมชาติซึ่งขณะนี้เทศบาลเมืองหัวหิน ได้ประเมินความเสียหายเบื้องต้น 100 ล้านบาท


กลับขึ้นด้านบน