"พล.อ.อุดมเดช" ปฏิเสธเซียนพระหาผลประโยชน์ "อุทยานราชภักดิ์"-ตร.เผยยังไม่มีผู้ร้องทุกข์กล่าวโทษ

"พล.อ.อุดมเดช" ปฏิเสธเซียนพระหาผลประโยชน์ "อุทยานราชภักดิ์"-ตร.เผยยังไม่มีผู้ร้องทุกข์กล่าวโทษ

"พล.อ.อุดมเดช" ปฏิเสธเซียนพระหาผลประโยชน์ "อุทยานราชภักดิ์"-ตร.เผยยังไม่มีผู้ร้องทุกข์กล่าวโทษ

รูปข่าว : "พล.อ.อุดมเดช" ปฏิเสธเซียนพระหาผลประโยชน์ "อุทยานราชภักดิ์"-ตร.เผยยังไม่มีผู้ร้องทุกข์กล่าวโทษ

พล.อ.อุดมเดช สีตบุตร รมช.กลาโหม และประธานมูลนิธิจัดสร้างอุทยานราชภักดิ์ กล่าวย้ำถึงความบริสุทธ์ใจและโปร่งใสในการจัดสร้างอุทยานราชภักดิ์ อ.หัวหิน จ.ประจวบคีรีขันธ์ พร้อมปฏิเสธข่าวมีเซียนพระเข้ามาแสวงหาผลประโยชน์ในการหล่อองค์พระบรมราชานุสาวรีย์บูรพกษัตริย์ โดยชี้แจงว่าเป็นแค่บุคคลหนึ่งจากหลายๆ คนที่เข้ามาร่วมให้คำแนะนำทางเทคนิคโดยไม่ได้รับค่าตอบแทน

วันนี้ (11 พ.ย.2558) พล.อ.อุดมเดชยืนยันอีกครั้งโดยส่งข้อความผ่านโฆษกกลาโหมถึงสื่อมวลชนว่า การจัดสร้างอุทยานราชภักดิ์เป็นไปด้วยความบริสุทธิ์และโปร่งใส โดยการชี้แจงครั้งนี้นับเป็นครั้งที่ 2 หลังจากที่พล.อ.อุดมเดชให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนที่ทำเนียบรัฐบาลเมื่อวานนี้ (10 พ.ย.) เป็นครั้งแรก
 
โดยสาระสำคัญนั้น พล.อ.อุดมเดชระบุว่า "ขอกล่าวเพิ่มเติมกับสื่อมวลชนถึงการดำเนินการจัดสร้างอุทยานราชภักดิ์ที่ผ่านมา ได้รับการสนับสนุนจากประชาชนจำนวนมากในรูปแบบต่างๆ ทั้งการบริจาคเงินและสิ่งของ รวมถึงการให้คำแนะนำและเสนอแนะทางความคิด การให้กำลังใจและการสนับสนุนอื่นๆ"

สำหรับกรณีประเด็นเซียนพระที่เป็นข่าวว่าแอบอ้างหาผลประโยชน์จากการหล่อพระบรมรูปนั้นนั้น พล.อ.อุดมเดชชี้แจงว่าได้รับทราบจากคณะกรรมการที่เกี่ยวข้องว่าเดิมมีหลายฝ่ายเข้ามาช่วยให้คำแนะนำทางเทคนิคกับโรงหล่อต่างๆ แต่เมื่อมีการพูดคุยและทำงานร่วมกันแล้ว ทุกฝ่ายก็ยินดีช่วยด้วยความตั้งใจจริงโดยไม่ได้รับค่าตอบแทน รวมถึงประเด็น การที่โรงหล่อต่างๆ นำเงินบางส่วนกลับมาบริจาคนั้น ก็เป็นไปด้วยความศรัทธา

พล.อ.อุดมเดชระบุว่า ไม่ต้องการให้เกิดความเข้าใจที่คลาดเคลื่อนจากความเป็นจริง และไปพาดพิงใครให้เสียหาย เพราะทุกฝ่ายที่เข้ามาร่วมจัดสร้าง ต่างก็มีส่วนร่วมสนับสนุนด้วยความภักดีต่อพระมหากษัตริย์ ทั้งนี้ได้กล่าวขอบคุณประชาชนทุกคนและทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องด้วย

ตร.เผยตรวจสอบทุจริตการจัดสร้างอุทยานราชภักดิ์ไม่ได้ เหตุไม่มีผู้ร้องทุกข์กล่าวโทษ

วันเดียวกัน พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ เปิดเผยความคืบหน้าคดีหมิ่นสถาบันเบื้องสูงว่า ขณะนี้ยังไม่มีเบาะแส พ.อ.คชาชาต บุญดี นายทหารที่ถูกออกหมายจับในข้อหาหมิ่นสถาบันคนล่าสุด รวมทั้งกระแสข่าวที่ว่าหลบหนีไปอยู่ที่ประเทศเมียนมา แต่ตนเชื่อว่าฝ่ายสืบสวนได้ประสานข้อมูลกับประเทศเพื่อนบ้านเพื่อติดตามตัวพ.อ.คชาชาตแล้ว

ส่วนกรณีที่นายสุริยัน สุจริตพลวงศ์ หรือ "หมอหยอง" ผู้ต้องหาคดีหมิ่นเบื้องสูงที่เสียชีวิตเมื่อวันที่ 7 พ.ย.2558 ให้ข้อมูลซัดทอดกลุ่มบุคคลก่อนหน้านี้รวมทั้งการทุจริตในโครงการสร้างอุทยานราชภักดิ์ พล.ต.อ.จักรทิพย์กล่าวว่าขณะนี้คณะทำงานของพล.ต.ท.ศรีวราห์ รังสิพราหมณกุล รรท.รองผบ.ตร. ได้ประสานเพื่อขอข้อมูลในเรื่องนี้แล้ว

ด้าน พล.ต.ต.ปิยะพันธ์ ปิงเมือง รองโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เปิดเผยว่า ขณะนี้ยังไม่มีผู้เข้าแจ้งความร้องทุกข์ให้ตรวจสอบโครงการก่อสร้างอุทยานราชภักดิ์ จ.ประจวบคีรีขันธ์ ซึ่งการจะดำเนินคดีหรือตรวจสอบในเรื่องนี้นั้น ตำรวจไม่สามารถดำเนินการเองได้ ถ้าไม่มีผู้ใดเข้าร้องทุกข์กล่าวโทษ

ส่วนกรณีที่นายสุริยันและพ.ต.ต.ปรากรม วารุณประภา เสียชีวิต ระหว่างถูกควบคุมตัว ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 39 อนุ 1 จะถือว่า คดีอาญาในส่วนของผู้ต้องหาที่เสียชีวิตจะสิ้นสุดลงโดยปริยาย ส่วนทรัพย์สินของกลุ่มผู้ต้องหาทั้งหมดที่ยึดได้ ได้มีการตั้งคณะทำงานเพื่อตรวจสอบทรัพย์สินทั้งหมดแล้ว
 
ฝ่ายความมั่นคงยังไม่ได้เบาะแส "พ.อ.คชาชาต"

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า แม้ฝ่ายความมั่นคงในภาคเหนือจะเร่งติดตามตัว พ.อ.คชาชาต บุญดี หรือ ผู้การโจ้ นายทหารฝ่ายเสนาธิการ ประจำกองทัพภาคที่ 3 ผู้ต้องหาตามหมายจับของศาลทหารกรุงเทพฯ แต่ล่าสุด ก็ยังไม่พบความเคลื่อนไหวทหารหน่วยเฉพาะกิจกรมทหารพรานที่ 36 บริเวณจุดผ่อนปรนห้วยต้นนุ่น อ.ขุนยวม จ.แม่ฮ่องสอน ตรวจสอบบุคคลและสิ่งของต้องสงสัย หลังมีรายงานว่าพ.อ.คชาชาต เดินทางออกนอกประเทศ ผ่านด่านพรมแดนแม่สอด จ.ตาก เมื่อวันที่ 31 ต.ค.ที่ผ่านมา

ก่อนหน้านี้คณะกรรมการชายแดนส่วนท้องถิ่นไทย-เมียนมา จ.แม่ฮ่องสอน ได้ประสานไปยังประธานคณะกรรมการชายแดนส่วนท้องถิ่นเมียนมา-ไทย อ.ผาจอง จ.ดอยก่อ ให้ช่วยติดตาม และนำส่งทหารนายนี้ แต่ล่าสุดกลุ่มชาติพันธุ์อ้างว่ายังอยู่ระหว่างการตรวจสอบและยังไม่พบตัว

มีรายงานว่า พ.อ.คชาชาตเคยดำรงตำแหน่ง ผู้บังคับศูนย์ฝึกนักศึกษาวิชาทหาร มณฑลทหารบกที่ 33 ในอ.เมืองเชียงใหม่ นานกว่า 4 ปี รู้จักนักธุรกิจจำนวนมาก รวมถึงหญิงสาวเจ้าของโรงงานตัดเสื้อ ซึ่งเป็น 1 ในปมคดีหมิ่นสถาบัน และหลังจากรับคำสั่งให้ดำรงตำแหน่งผู้บังคับการกรมทหารพรานที่ 36 ตามธรรมเนียมปฏิบัติ ต้องเข้าพูดคุยทำความรู้จักและชี้แจงนโยบาย กับผู้นำกองกำลังชาติพันธ์กะเหรี่ยงเคเอ็นยูและกะเหรี่ยงเคเอ็นพีพี ที่มีฐานที่มั่นตรงข้ามจ.แม่ฮ่องสอน

ตลอดการทำงานกว่า 4 ปี ทำให้มีการติดต่อกับกลุ่มชาติพันธุ์ จนสนิทสนมกับผู้นำกองกำลังบางคน และร่วมลงทุนทำเหมืองแร่ ในจังหวัดผาปูน รัฐคะยา


กลับขึ้นด้านบน