"เหยื่อรถโดยสารฯ-นักวิชาการ"ร้องรัฐ เร่งปรับมาตรฐานความปลอดภัยทางถนน ลดความสูญเสีย-เพิ่มวงเงินชดเชยเยียวยา

"เหยื่อรถโดยสารฯ-นักวิชาการ"ร้องรัฐ เร่งปรับมาตรฐานความปลอดภัยทางถนน ลดความสูญเสีย-เพิ่มวงเงินชดเชยเยียวยา

"เหยื่อรถโดยสารฯ-นักวิชาการ"ร้องรัฐ เร่งปรับมาตรฐานความปลอดภัยทางถนน ลดความสูญเสีย-เพิ่มวงเงินชดเชยเยียวยา

รูปข่าว : "เหยื่อรถโดยสารฯ-นักวิชาการ"ร้องรัฐ เร่งปรับมาตรฐานความปลอดภัยทางถนน ลดความสูญเสีย-เพิ่มวงเงินชดเชยเยียวยา

เหยื่อรถโดยสารฯ-นักวิชาการ ยื่นข้อเรียกร้องให้รัฐเร่งปรับมาตรฐานความปลอดภัย เพิ่มวงเงินชดเชยเยียวยา-ลดความสูญเสียบนท้องถนน หลังสถิติชี้ เกิดอุบัติเหตุจากรถโดยสารสาธารณะกว่า 200 ครั้ง ในช่วง 8 เดือน ทำให้มีผู้บาดเจ็บบาดเจ็บ-พิการมากถึง 2,188 คน แนะเพิ่มสัดส่วนภาคประชาชนให้มีส่วนร่วมในการออกกฎระเบียบและการกำกับดูแล ประเมินคุณภาพการให้บริการรถโดยสาร เพื่อสะท้อนปัญหาและออกระเบียบต่างๆได้อย่างตรงจุด

วันนี้  (15 พ.ย. 58 ) มูลนิธิเพื่อผู้บริโภค ร่วมกับ เครือข่ายผู้เสียหายจากใช้บริการรถโดยสารสาธารณะไม่ปลอดภัย เครือข่ายผู้บริโภค ศูนย์วิชาการความปลอดภัยทางถนน สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) และศูนย์วิจัยอุบัติเหตุแห่งประเทศไทย ได้ร่วมจัดเวที “สภาผู้บริโภควันเหยื่อโลก กับ โอกาสยกระดับความปลอดภัยรถโดยสารสาธารณะ (It's time to remember - say NO to Road Crime!)” เพื่อรวบรวมปัญหาและระดมความคิดเห็นต่างๆ ของผู้ใช้บริการที่ได้รับความเสียหาย นักวิชาการ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อยกระดับมาตรฐานความคุ้มครองและความปลอดภัยของรถโดยสารสาธารณะ จากสถานการณ์ความรุนแรงของอุบัติเหตุรถโดยสารสาธารณะที่เกิดขึ้น พร้อมยื่นข้อเรียกร้องต่ออธิบดีกรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพกระทรวงยุติธรรม 

นางอานุด อยู่สุภาพ ตัวแทนผู้ประสบเหตุจากรถโดยสารบริษัท เปรมประชาขนส่ง จำกัด ระบุว่า  ตนเป็นหนึ่งในผู้เสียหายจากอุบัติเหตุรถทัวร์โดยสารเปรมประชาขนส่ง พลิกคว่ำเกือบตกเหวที่อำเภอฮอด จ.เชียงใหม่ เมื่อวันที่ 17 เม.ย. 2557 เหตุการณ์ครั้งนั้นทำให้ ลูกชายของตนได้รับบาดเจ็บสาหัสและผู้โดยสารคนอื่นบาดเจ็บและเสียชีวิตอีกเป็นจำนวนมาก

“หลังเกิดเหตุ เราทราบว่ารถคันนี้ไม่มีประกันภัยภาคสมัครใจและบริษัทยังอยู่ระหว่างการถูกฟ้องล้มละลาย ถูกศาลสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาดพวกเราไม่เคยรู้มาก่อนเลย เราไม่รู้ว่าบริษัทแบบนี้ได้รับใบอนุญาตจากกรมการขนส่งทางบกมาได้อย่างไร แถมเมื่อเกิดเหตุแล้วบริษัทก็ไมได้พยายามที่จะมาเจรจาเพื่อจ่ายค่าเสียหายให้กับพวกเราเลย กลับต่อรองจ่ายเงินให้กับเราเหมือนเรามาขอเงินเขา จนสุดท้ายพวกเราต้องฟ้องคดีต่อศาลจังหวัดเชียงใหม่ ตอนนี้สืบพยานเสร็จแล้ว คดีอยู่ระหว่างรอศาลพิพากษา พวกเราบอกได้เลยว่า เราไม่มีทางเลือก เส้นทางนี้มีแต่รถบริษัทเปรมประชาขนส่งเพียงรายเดียว รถเก่าแค่ไหนเราก็ต้องขึ้น เราต้องเดินทางพวกเราต้องเสี่ยงชีวิตทุกวัน” นางอานุด กล่าว

ดร.สุเมธ องกิตติกุล นักวิจัยสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย ระบุว่า สถานการณ์การเยียวยาผู้ประสบเหตุตาม พ.ร.บ.คุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ (ประกันภัยภาคบังคับ) ค่าเสียหายเบื้องต้นไม่เกิน 50,000 บาท และกรณีทุพลภาพหรือเสียชีวิตไม่เกิน 200,000  บาท ยังเป็นจำนวนเงินที่ไม่เหมาะสมสำหรับกรณีที่บาดเจ็บร้ายแรงหรือเสียชีวิต

“ทางออกในกรณีนี้คือ การเพิ่มวงเงินความคุ้มครองค่าเสียหาย ค่ารักษาพยาบาลตามจริงเป็นเงินไม่เกิน 150,000  บาท และกรณีทุพลภาพหรือเสียชีวิตเป็นเงิน 1,000,000 บาท โดยต้องแยกเงินชดเชยกรณีเสียชีวิต และ ทุพพลภาพ ออกจากค่ารักษาพยาบาล รวมถึงปรับเพิ่มวงเงินความคุ้มครองประกันภัยภาคสมัครใจสำหรับอุบัติเหตุสำหรับรถโดยสารสาธารณะกำหนดไว้ที่ 10 ล้านบาท ต่อครั้ง เป็น 30 ล้านบาทต่อครั้ง เนื่องจากพบว่าเมื่อเกิดอุบัติเหตุรถโดยสารขนาดใหญ่มีผู้ประสบเหตุบาดเจ็บและเสียชีวิตจำนวนมากวงเงิน 10  ล้านบาท จะไม่เพียงพอกับการชดเชยความเสียหายที่เกิดขึ้น ซึ่งระบบประกันภัยอุบัติเหตุในปัจจุบันควรต้องได้รับการแก้ไขให้สอดคล้องและครอบคลุมสิทธิของผู้ประสบเหตุอย่างเร่งด่วน ทั้งในส่วนของประกันภัยภาคบังคับและภาคสมัครใจ” ดร.สุเมธ กล่าว

นายแพทย์ธนะพงศ์ จินวงษ์  ผู้จัดการศูนย์วิชาการความปลอดภัยทางถนน ระบุว่า  ประเด็นที่น่ากังวลคือ การนำรถโดยสารสาธารณะมาให้บริการ หากเป็นรถโดยสารที่ไม่มีคุณภาพ สภาพชำรุดบกพร่องคนขับไม่ชำนาญเส้นทางหรือมีคนขับเพียงคนเดียว ก็จะเป็นสาเหตุของอุบัติเหตุและความรุนแรงได้

“เป็นที่น่าสังเกตว่าสาเหตุของการเกิดอุบัติเหตุเกือบทุกครั้งเกิดจากปัญหาของโครงสร้างรถไม่ได้มาตรฐานเวลาเกิดอุบัติเหตุจะสร้างความเสียหายรุนแรงต่อผู้โดยสาร ความเสี่ยงในเรื่องของการเลือกใช้เส้นทางไม่เหมาะสมและโดยเฉพาะความเสี่ยงจากพนักงานขับรถเช่น ขับรถด้วยความเร็ว ไม่ชำนาญทาง หลับใน เป็นต้น แต่ปัญหาที่เกิดขึ้นก็ยังไม่มีการแก้ไขจากผู้ประกอบการและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ซึ่งรัฐควรให้ความสำคัญในการกำหนดมาตรการความปลอดภัย มีระบบประเมินและตรวจสอบผู้ประกอบการเดินรถการติดตั้งระบบ GPS ในรถโดยสารสาธารณะทุกประเภท รวมทั้งมีมาตรการให้บริษัทที่เกิดเหตุบ่อยๆ มีการปรับปรุงแผนด้านความปลอดภัยที่ชัดเจนต่อสาธารณะอย่างจริงจังและถ้าพบว่าไม่สามารถดำเนินการได้ ควรหยุดปรับปรุงและมีการนำรถที่ปลอดภัยมาให้บริการทดแทน” นายแพทย์ กล่าว

ด้าน รศ.ดร จันทร์เพ็ญ วิวัฒน์ ประธานมูลนิธิเพื่อผู้บริโภค ในฐานะตัวแทนเครือข่ายผู้บริโภค ระบุว่า ปัจจุบันสถานการณ์อุบัติเหตุของรถโดยสารสาธารณะในบ้านเราถึงขั้นวิกฤตแล้ว เพราะมีรถโดยสารสาธารณะเกิดเหตุอยู่เกือบทุกวันมีคนบาดเจ็บเสียชีวิตเป็นจำนวนมาก ซึ่งจากข้อมูลสถิติของมูลนิธิเพื่อผู้บริโภคตั้งแต่เดือน ม.ค.-ก.ย. 2558 พบว่า เกิดอุบัติเหตุรถโดยสารสาธารณะ 206 ครั้ง  เสียชีวิตไปแล้วกว่า 149  คน มีผู้บาดเจ็บหรือพิการมากถึง 2,188  คน  

“ข้อเสนอของผู้บริโภค คือ ผู้บริโภคต้องมีส่วนร่วมในการกำกับดูแลและประเมินคุณภาพการให้บริการรถโดยสารเพื่อความปลอดภัย รวมถึงการมีส่วนร่วมในการออกกฎหรือระเบียบในการขอต่ออายุใบอนุญาตของผู้ประกอบการ  โดยให้ภาครัฐ ผู้ประกอบการ และนักวิชาการในท้องถิ่นสนับสนุนส่งเสริมการมีส่วนร่วมของผู้บริโภค และควรมีบทลงโทษเจ้าหน้าที่ผู้กำกับดูแลและมีมาตรการลงโทษผู้ประกอบการ กรณีมีอุบัติเหตุซ้ำซาก  เพื่อให้เกิดความรับผิดชอบร่วมกันและกระตุ้นการทำงานของทั้งเจ้าหน้าที่และผู้ประกอบการ ถึงเวลาแล้วที่ทุกฝ่ายต้องให้ความใส่ใจอย่างจริงจัง” รศ.ดร จันทร์เพ็ญ กล่าว


กลับขึ้นด้านบน