นักธุรกิจ"ไทย-อิหร่าน"ร่วมเจรจาการค้ากว่า 50 บริษัท กลุ่ม"อาหาร-ชิ้นส่วนยานยนต์-สุขภาพ"

นักธุรกิจ"ไทย-อิหร่าน"ร่วมเจรจาการค้ากว่า 50 บริษัท กลุ่ม"อาหาร-ชิ้นส่วนยานยนต์-สุขภาพ"

นักธุรกิจ"ไทย-อิหร่าน"ร่วมเจรจาการค้ากว่า 50 บริษัท กลุ่ม"อาหาร-ชิ้นส่วนยานยนต์-สุขภาพ"

รูปข่าว : นักธุรกิจ"ไทย-อิหร่าน"ร่วมเจรจาการค้ากว่า 50 บริษัท กลุ่ม"อาหาร-ชิ้นส่วนยานยนต์-สุขภาพ"

นักธุรกิจ กระทรวงพาณิชย์เชิญผู้ประกอบการภาคเอกชน เข้าร่วมกิจกรรมเจรจาการค้ากับนักธุรกิจและหน่วยงานรัฐ ประเทศอิหร่าน

วันนี้ (24 พ.ย.2558) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์  ได้จัดกิจกรรมเจรจาการค้า  (Business Matching) ระหว่าง ภาคเอกชนจำนวน 53 บริษัท ซึ่งเป็นกลุ่มสินค้าสินค้าอาหาร วัสดุก่อสร้าง ชิ้นส่วนยานยนต์ พลังงาน สินค้าสุขภาพ และสปา จะได้พบปะหารือกับนักธุรกิจและภาครัฐของอิหร่าน เพื่อเป็นการเพิ่มศักยภาพลงทุนของไทย

นายสุวิทย์ เมษินทรีย์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า ไม่สามารถระบุได้ถึงมูลค่าการเจรจาการค้าระหว่างไทยและอิหร่านได้ แต่เป็นการเปิดโอกาสทางธุรกิจให้แก่ผู้ประกอบการ เนื่องจากคาดว่า หลังจากที่ทบวงการพลังงานปรมาณูระหว่างประเทศ (IAEA) เข้าไปตรวจสอบโครงการนิวเคลียร์ของอิหร่านเป็นครั้งสุดท้าย ในช่วงเดือน ธ.ค.นี้ หากผ่านก็จะสามารถปลดล็อกมาตรการคว่ำบาตรทางการค้าทันที ส่งผลให้การทำธุรกิจทางการเงินระหว่างประเทศเป็นไปตามปกติ  ซึ่งขณะนี้ถือได้ว่ามาทันเวลาก่อนที่จะเปิดประเทศ ถ้าหากมาช้ากว่านี้ก็จะทำการค้าได้ยากขึ้น

ขณะที่ในช่วงเดือน ก.พ. ปีหน้า พล.อ.ประวิทย์ วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี และนายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรีด้านเศรษฐกิจ จะนำคณะใหญ่เดินทางมาเจรจาการค้าอีกครั้ง ซึ่งคาดว่าจะมีความคืบหน้าในด้านต่างๆมีความชัเจนมากขึ้น

ด้าน นายเกรียงไกร เธียรนุกุล รองประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) กล่าวว่า จากการหารือกับทั้งภาครัฐและเอกชนก็เห็นลู่ทางการลงทุนในหลายอุตสาหกรรม เช่น อุตสาหกรรมก๊าซ น้ำมัน และปิโตรเคมี อุตสาหกรรมไอซีที อุตสาหกรรมชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ อุตสาหกรรมเฟอร์นิเจอร์ไม้ อุตสาหกรรมชิ้นส่วนยานยนต์ และอุตสาหกรรมยาง จะเป็นโอกาสที่ดีในการดึงดูดผู้ประกอบการไทยให้เข้าไปลงทุน

เบื้องต้น ผลการเปิดการเจรจาการค้า แม้จะยังไม่สามารถสรุปมูลค่าสั่งซื้อได้ แต่คาดว่าภายใน 1 ปี จะมีมูลค่าสั่งซื้ออยู่ที่ 7.22 ล้านเหรียญสหรัฐ โดยสินค้าที่ได้รับความสนใจ ได้แก่ สินค้าคาร์บอนที่ผลิตจากวอลนัท สินค้าจากยางพารา และสินค้าอาหารเพื่อสุขภาพ


กลับขึ้นด้านบน