ศาลฎีกาพิพากษาแก้จำคุกบ่อนอก 1 ปี 6 เดือน รอลงอาญา 2 ปี คดีแล่นเรือขวางบ.โรงไฟฟ้า

ศาลฎีกาพิพากษาแก้จำคุกบ่อนอก 1 ปี 6 เดือน รอลงอาญา 2 ปี คดีแล่นเรือขวางบ.โรงไฟฟ้า

ศาลฎีกาพิพากษาแก้จำคุกบ่อนอก 1 ปี 6 เดือน รอลงอาญา 2 ปี คดีแล่นเรือขวางบ.โรงไฟฟ้า

รูปข่าว : ศาลฎีกาพิพากษาแก้จำคุกบ่อนอก 1 ปี 6 เดือน รอลงอาญา 2 ปี คดีแล่นเรือขวางบ.โรงไฟฟ้า

ศาลฎีกาพิพากษาแก้จำคุกบ่อนอก 1 ปี 6 เดือน รอลงอาญา 2 ปี คดีแล่นเรือขวางบ.โรงไฟฟ้า ศาลฎีกาพิพากษาแก้ให้จำคุกชาวบ้านบ่อนอก จำเลยที่ 5 เป็นเวลา 1 ปี 6 เดือน ปรับ 3,000 บาท บังคับให้เจ้าหน้าที่โรงไฟฟ้านำเรือเข้าชายฝั่ง ทำให้ปราศจากเสรีภาพ แต่โทษจำคุกให้รอลงอาญาไว้ 2 ปี

วันนี้ (16 ธ.ค.2558) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ศาลอาญา ถนนรัชดาภิเษก ศาลออกนั่งบัลลังก์อ่านคำพิพากษาศาลฎีกาในคดีหมายเลขดำ ที่ ด.2437/2545 ที่พนักงานอัยการฝ่ายคดีอาญา 7 เป็น โจทก์ฟ้องนายเจริญ วัดอักษร อดีตแกนนำกลุ่มคัดค้านการสร้างโรงไฟฟ้าบ่อนอก หินกรูด จ.ประจวบคีรีขันธ์ (เสียชีวิตแล้ว), นายวิลัย หรือไร สัตย์ซื่อ, นางลัดดา สิงห์เล็ก, นางกรณ์อุมา หรืออรอุษา พงษ์น้อย ภรรยานายเจริญ และนายชัยยศ แก่นทอง เป็นจำเลยที่ 1-5 ในความผิดฐานร่วมกันทำให้ผู้อื่นปราศจากเสรีภาพ และทำร้ายร่างกาย

คดีดังกล่าวโจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 13 ต.ค. 2544 เวลากลางวัน จำเลยทั้งหมดกับพวกร่วมกันหน่วงเหนี่ยวกักขังหรือกระทำอื่นใด ทำให้นายบุญชัย ถิราติ ผู้เสียหายที่ 1 นายมารุต แก้วงาม ผู้เสียหายที่ 2 และนายร็อบ ฮาร์ดคอร์ด ผู้เสียหายที่ 3 ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่บริษัท กัลฟ์ เพาเวอร์ เจเนอเรชั่น จำกัด ปราศจากเสรีภาพในร่างกาย ขณะเข้าไปสำรวจโครงการโรงไฟฟ้าบ่อนอก โดยจำเลยทั้งสี่กับพวกนำเรือประมงจำนวนหลายลำแล่นปิดล้อมเรือที่พาผู้เสียหายกับพวกโดยสารมาและกำลังแล่นสำรวจทะเลอ่าวไทยด้านชายฝั่งทะเลบ่อนอก อ.เมือง จ.ประจวบคีรีขันธ์ แล้วบังคับให้ผู้เสียหายทั้งสามกับพวกหยุดเรือแล้วจำเลยที่ 1, 3-5 กับพวกนำเรือประมงเข้าเทียบเรือของผู้เสียหายทั้งสาม หลังจากนั้นได้เข้าขับเร่งบังคับนำตัวผู้เสียหายทั้งสามเข้าฝั่งที่ ต.บ่อนอก แล้วบังคับให้ลงจากเรือ อันทำให้ผู้เสียหายทั้งสามปราศจากเสรีภาพในร่างกายขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 295, 297, 310, 83 และ 91 ซึ่งจำเลยทั้งหมดให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาเมื่อวันที่ 17 ส.ค. 2548 ว่าจำเลยที่ 3,4 มีความผิดตาม ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 295, 297 และ 309 วรรคแรก การกระทำเป็นความผิดกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบทให้ลงโทษบทหนักสุด ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 ให้จำคุกจำเลยที่ 3, 4 คนละ 2 ปี และจำคุกจำเลยที่ 5 เป็นเวลา 1 ปี 6 เดือน ปรับ 3,000 บาท โทษจำคุกรอการลงโทษคนละ 2 ปี ในความผิดฐานทำร้ายร่างกายผู้อื่นจนเป็นเหตุให้เกิดอันตรายแก่กาย และข่มขืนใจผู้อื่นให้กระทำการใด หรือจำยอมต่อสิ่งใด และให้ยกฟ้องจำเลยที่ 2 และจำหน่ายคดีในส่วนของจำเลยที่ 1 ที่เสียชีวิต

ต่อมาโจทก์และจำเลยยื่นอุทธรณ์เมื่อวันที่ 17 ก.ย. 2553 ศาลอุทธรณ์ตรวจสำนวนประชุมหารือแล้วเห็นว่า จำเลยที่ 3, 4 กระทำผิดฐานทำร้ายร่างกายผู้อื่น แต่พฤติการณ์แสดงว่าจำเลยที่ 3, 4 ไม่ได้เตรียมการมาก่อน กระทำไปด้วยความโกรธแค้น ส่วนจำเลยที่ 5 ให้ยกฟ้องทุกข้อกล่าวหา พิพากษาแก้ เป็นว่าจำเลยที่ 3, 4 มีความผิดฐานทำร้ายร่างกายผู้อื่นจนเป็นเหตุให้เกิดอันตรายแก่กาย ลงโทษจำคุก เป็นเวลา 2 ปี โทษจำคุกให้รอการลงโทษเป็นเวลา 2 ปี และให้ยกฟ้องจำเลยที่ 2 และ 5 ภายหลังโจทก์ยื่นฎีกาเฉพาะจำเลยที่ 5

ศาลฎีกาตรวจสำนวนปรึกษากันแล้วข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า ในวันเกิดเหตุผู้เสียหายที่ 1 เช่าเรือประมงของนายประจักษ์ โอ่เอียม กับเรืองประมงอื่นอีกลำ เพื่อพาผู้เสียหายที่ 3 ไปสำรวจทะเลใกล้ ต.บ่อนอก ว่ามีวาฬอาศัยอยู่ตามที่ชาวบ้าน ต.บ่อนอกกล่าวอ้างเพื่อคัดค้านมิให้มีการสร้างโรงไฟฟ้าหรือไม่ และระหว่างที่เรือประมงทั้ง 2 ลำแล่นห่างจากชายฝั่งประมาณ 2 กิโลเมตร มีเรือประมงของจำเลยที่ 5 กับพวกที่แล่นเข้ามาเทียบเรือของนายประจักษ์ ต่อมาจำเลยที่ 5 ได้ขึ้นไปบนเรือแล้วขับเรือลำดังกล่าวเข้าฝั่ง เห็นว่าการที่จำเลยที่ 5 ขึ้นไปบนเรือของผู้เสียหายทั้ง 3 แล้วบอกไม่ให้ไปสำรวจวาฬ ให้ขับเรือเข้าฝั่ง ต.บ่อนอก เพื่อไปพบกับจำเลยที่ 1 ซึ่งจำเลยที่ 5 เข้าไปขับเรือแทน โดยมีเรือหางยาวอีก 2 ลำขนาบข้างไปนั้น พฤติการณ์ของจำเลยที่ 5 เป็นการกระทำให้ผู้เสียหายทั้ง 3 ปราศจากเสรีภาพในร่างกายแล้ว ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษายกฟ้องจำเลยที่ 5 นั้นศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาโจทก์ฟังขึ้นพิพากษาแก้ให้จำคุกจำเลยที่ 5 เป็นเวลา 1 ปี 6 เดือน ปรับ 3,000 บาท โทษจำคุกให้รอลงอาญาไว้ 2 ปี ตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์


กลับขึ้นด้านบน