รัฐบาลเมียนมาเตรียมอุทธรณ์คำพิพากษาประหารชีวิตคดีฆาตกรรมนักท่องเที่ยวที่เกาะเต่า

รัฐบาลเมียนมาเตรียมอุทธรณ์คำพิพากษาประหารชีวิตคดีฆาตกรรมนักท่องเที่ยวที่เกาะเต่า

รัฐบาลเมียนมาเตรียมอุทธรณ์คำพิพากษาประหารชีวิตคดีฆาตกรรมนักท่องเที่ยวที่เกาะเต่า

รูปข่าว : รัฐบาลเมียนมาเตรียมอุทธรณ์คำพิพากษาประหารชีวิตคดีฆาตกรรมนักท่องเที่ยวที่เกาะเต่า

ภายหลังศาลจังหวัดเกาะสมุยมีคำพิพากษาประหารชีวิตชาวเมียนมา 2 คนโดยไม่รอลงอาญาในข้อหาฆาตกรรมนักท่องเที่ยวชาวอังกฤษ 2 คนที่เกาะเต่า อ.เกาะพะงัน จ.สุราษฎร์ธานี ทางการเมียนมาระบุว่าจะอุทธรณ์คำตัดสิน

ศาลพิพากษาประหารชีวิตจำเลยทั้ง 2 คน คือ นายซอริน และนายเวพิว ในข้อหาฆ่าข่มขืนนักท่องเที่ยวชาวอังกฤษ และยังมีความผิดข้อหาลักทรัพย์และเข้าเมืองโดยผิดกฎหมาย คดีนี้ศาลจังหวัดเกาะสมุยใช้เวลา 15 เดือนในการรวบรวมพยานหลักฐานและสืบพยาน

ปฏิกิริยาจากเมียนมา

เย ทุต โฆษกประธานาธิบดีเต็ง เส่ง ระบุว่ารัฐบาลเมียนมาจะยื่นอุทธรณ์ต่อศาลไทยภายใน 1 เดือน และจะประสานงานกับสภาทนายความของไทย รวมทั้งสถานทูตเมียนมาในไทยและองค์กรภาคประชาสังคมของเมียนมาในประเทศไทยก่อนวันที่ 11 ม.ค.2559

เย ทุต ย้ำว่ารัฐบาลเมียนมาจะดูแลสถานการณ์ผ่านแนวทางทางการทูตและจะไม่แทรกแซงอธิปไตยและกระบวนการยุติธรรมของไทย

ขณะที่คนเมียนมาจำนวนหนึ่งรวมตัวกันที่หน้าสถานทูตไทยประจำนครย่างกุ้งวันนี้ (24 ธ.ค.) พร้อมทั้งถือป้ายและตะโกนเรียกร้องให้รัฐบาลไทยปล่อยตัวชาวเมียนมาทั้ง 2 คน การชุมนุมใช้เวลาประมาณ 1 ชั่วโมงขณะที่รัฐบาลเมียนมาเพิ่่มกำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจประมาณ 15-20 นาย ไปดูแลบริเวณสถานทูตไทยในนครย่างกุ้ง ซึ่งในช่วงเย็นวันนี้ได้ออกหนังสือแจ้งเตือนให้ชาวไทยในเมียนมาติดตามข่าวสารและเพิ่่มความระมัดระวังในการเดินทางในเมียนมา อีกทั้งยังมีรายงานว่าพรุ่งนี้ (25 ธ.ค.) คนเมียนมานัดรวมตัวกันอีกครั้งที่สถานทูตไทยในนครย่างกุ้ง

มู ส่อ ผู้อำนวยการสำนักประธานาธิบดีของเมียนมา โพสต์ข้อความในเฟซบุ๊กระบุถึงขั้นตอนที่จะเดินหน้าอุทธรณ์ในคดีนี้เพื่อช่วยเหลือจำเลยเมียนมาทั้ง 2 คน และได้โพสต์ภาพธงไทยและธงเมียนมาคู่กัน

15 เดือนการสอบสวนคดีฆาตกรรมสะเทือนขวัญ

เช้ามืดของวันที่ 15 ก.ย.2557 มีผู้พบศพนายเดวิด มิลเลอร์ และน.ส.ฮานนาห์ วิทเธอริดจ์ นักท่องเที่ยวชาวอังกฤษสองคนซึ่งเดินทางมาท่องเที่ยวที่เกาะเต่า จ.สุราษฎร์ธานี ที่บริเวณหาดทรายรี หลังจากนั้นไม่กี่วันตำรวจได้จับกุมนายเวพิว และนายซอ ลิน ชาวเมียนมา ซึ่งการจับกุมผู้ต้องหาทั้ง 2 คนนี้ทำให้ตำรวจถูกวิพากวิจารณ์อย่างหนัก โดยเฉพาะวิธีการทำงานและการรวบรวมพยานหลักฐาน จนกระทั่งสกอตแลนด์ยาร์ดส่งเจ้าหน้าที่มาสังเกตการณ์การทำงานของตำรวจไทย แต่ที่สุดแล้วพนักงานอัยการก็ได้สั่งฟ้องผู้ต้องหาทั้ง 2 คน

ในช่วงระยะเวลา 15 เดือนที่ผ่านมา ศาลจังหวัดเกาะสมุยได้สืบพยานบุคคลจำนวน 34 ปาก ใช้เวลารวม 21 วัน รวบรวมพยานเอกสารมากกว่า 1,000 หน้า และในวันนี้ (24 ธ.ค.) ศาลได้พิพากษาประหารชีวิตจำเลยฐานร่วมกันฆ่าผู้อื่น และความผิดฐานขมขื่นกระทำชำเราหญิงอื่นที่ไม่ใช่ภริยาของตนอันมีลักษณะเป็นการโทรมหญิง ความผิดฐานหลักทรัพย์ในเวลากลางคืน และความผิดฐานเป็นคนต่างด่าวเข้ามาในราชอาณาจักรโดยไม่ผ่านช่องทาง และเวลาทางกฎหมาย

ครอบครัวที่หัวใจสลาย

สิ้นเสียงคำพิพากษา ครอบครัวของนายซอลิน และนายเวพิวที่เดินทางมาศาลด้วยถึงกับร่ำไห้ และเรียกร้องให้ผู้ที่เกี่ยวข้องช่วยเหลือด้านคดีจนถึงที่สุดเพื่อให้ลูกชายได้กลับมาเป็นเสาหลักของครอบครัวซึ่งมีฐานะยากจน

แต่สำหรับครอบครัวของนายเดวิด มิลเลอร์ หนึ่งในผู้ต้องหาที่เสียชีวิตจากการฆาตกรรมเห็นว่า ศาลได้ตัดสินอย่างเป็นธรรมและได้รวบรวมพยานอย่างดีที่สุดแล้ว

"คณะผู้พิพากษาได้ทำหน้าที่ด้วยความละเอียดรอบคอบและทุ่มเท ซึ่งทำให้ครอบครัวของเรารู้สึกสบายใจขึ้น" ตัวแทนครอบครัวของนายเดวิด มิลเลอร์อ่านแถลงการณ์ต่อสื่อมวลชนภายหลังศาลอ่านคำพิพากษา

อดีต ผบ.ตร.พอใจการทำงานของตำรวจ

พล.ต.อ.สมยศ พุ่มพันธ์ม่วง อดีตผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ที่อยู่ในตำแหน่งขณะที่คดีนี้เกิดขึ้นยืนยันว่า เจ้าหน้าที่ทำคดีนี้ไปตามพยานหลักฐาน โดยเฉพาะหลักฐานทางนิติวิทยาศาสตร์ ซึ่งได้รับการยอมรับจากตำรวจอังกฤษ และเชื่อว่าข้อกล่าวหาว่าคดีนี้เป็น "การจับแพะ" จะหมดไป

พ.ต.อ.ประชุม เรืองทอง ผู้กำกับ สภ.เกาะพะงัน จ.สุราษฎร์ธานี ผู้รับผิดชอบคดีนี้ยืนยันว่าพยานหลักฐานที่นำมาใช้ในการยื่นฟ้องจำเลย เป็นไปตามกระบวนการยุติธรรม และไม่ได้กลั่นแกล้งใคร

"การที่เรารวบรวมพยานหลักฐาน สืบสวนสอบสวนมา เราได้ทำตามหลักวิชาการทุกอย่างและนำสู่กระบวนการพิจารณา คำพิพากษาของศาลวันนี้สะท้อนอะไรหลายๆ อย่าง" พ.ต.อ.ประชุมกล่าว 

 

แม้ศาลชั้นต้นจะพิพากษาประหารชีวิตจำเลย แต่ทีมทนายความจำเลยระบุว่า ยังมีอีกหลายประเด็นที่ยังสามารถใช้ยื่นอุทธรณ์ภายใน 30 วันได้ โดยเฉพาะประเด็นที่ศาลชี้ว่า ไม่มีประจักษ์พยานที่ชัดเจนที่เห็นเหตุการณ์ และพิจารณาตามพยานแวดล้อม รวมถึงอีกหลายประเด็นที่ศาลชั้นต้นอาจพิจารณาในมุมที่ต่างกัน โดยเฉพาะวิธีการเก็บตัวอย่างดีเอ็นเอ ซึ่งทีมทนายจำเลยได้โต้แย้งว่าไม่เป็นไปตามหลักสากล จึงเชื่อว่าประเด็นเหล่านี้น่าจะเพียงพอ ที่จะใช้หักล้างเพื่อยื่นอุทธรณ์

"ประเด็นสำคัญคือ ศาลเองก็ยอมรับว่าไม่มีประจักษ์พยาน ศาลจึงให้ความสำคัญกับพฤติเหตุแวดล้อม ซึ่งพยานพฤติเหตุแวดล้อมก็มีข้อโต้แย้งที่แตกต่างกัน แต่ศาลเห็นว่าข้อโต้แย้งนั้นยังไม่เพียงพอที่จะหักล้างพยานโจทก์ได้ ก็เป็นหลักปกติของการวินิจฉัยที่ขึ้นอยู่กับการมองในข้อเท็จจริง" นายนคร ชมพูชาติ หัวหน้าทีมทนายจำเลยระบุ

คำพิพากษาของศาลจังหวัดเกาะสมุย มีประเด็นสำคัญในการพิจารณาคดี คือ ผลการตรวจสอบดีเอ็นเอของผู้ก่อเหตุในร่างกายของผู้ตาย พบว่า ตรงกับดีเอ็นเอของจำเลยทั้งสองคนรวม 16 ตำแหน่ง และผู้ต้องหาทั้งสองคนได้ร่วมกันข่มขืนผู้ตาย และได้ใช้จอบของกลาง ซึ่งเป็นของมีคมทุบตีผู้ตายหลายครั้ง และยังมีพยานบุคคลยืนยันว่าจำเลยได้นำโทรศัพท์ของผู้ตายมามอบให้หลังเกิดเหตุไม่นาน ซึ่งวัตถุพยานของกลางในที่เกิดเหตุล้วนมีน้ำหนัก ส่วนประเด็นของล่ามภาษาเมียนมา การจัดหาทนายในชั้นสอบสวน หรือข้ออ้างที่ระบุว่าถูกซ้อมทรมานให้รับสารภาพในชั้นจับกุมนั้นศาลเห็นว่า เป็นข้ออ้างแบบลอยๆ และมิใช้สาระสำคัญที่นำมาหักล้างพยานของโจทย์จึงพิพากษาประหารชีวิตจำเลย

แอมเนสตี้ฯ จี้ไทยตรวจสอบข้อกล่าวหาทรมานจำเลย

หลังศาลมีคำพิพากษาในวันนี้ องค์กรแอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนลได้ออกแถลงการณ์ระบุว่าขอให้ทางการไทยตรวจสอบกรณีที่จำเลยทั้ง 2 คนอ้างว่าระหว่างการสอบสวนของเจ้าหน้าที่ตำรวจพวกเขาถูกทรมานเพื่อบังคับให้รับสารภาพ ซึ่งผู้พิพากษาได้ยกข้อกล่าวหาดังกล่าวโดยให้เหตุผลว่าไม่มีหลักฐานว่าเกิดการทรมาน

"เราหวังว่าทางการไทยจะประกันให้มีการพิจารณาคดีใหม่อย่างถูกต้อง โดยเคารพต่อกฎหมายและมาตรฐานสิทธิมนุษยชนระหว่างประเทศ ทั้งนี้เพื่อให้ครอบครัวของน.ส.ฮานนาห์ วิทเธอริดจ์และนายเดวิด มิลเลอร์ได้รับความยุติธรรมและไม่มีความกังวลใจเกิดขึ้น" แชมพา พาเทล ผู้อำนวยการสำนักงานภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และแปซิฟิก แอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนลระบุ

นอกจากนี้ แอมเนสตี้ฯ ยังแสดงความกังวลต่อการที่ศาลสั่งประหารชีวิตจำเลยทั้งสองคน
"โทษประหารชีวิตเป็นการละเมิดสิทธิที่จะมีชีวิตอยู่และเป็นการลงโทษที่โหดร้าย ไร้มนุษยธรรม หรือย่ำยีศักดิ์ศรีมากสุด โดยไม่มีผลที่พิสูจน์ได้ว่าช่วยในการป้องปรามหรือลดการเกิดอาชญากรรมเมื่อเปรียบเทียบกับการลงโทษในรูปแบบอื่น ทางการไทยต้องลดหย่อนโทษในคดีนี้ทันที และดำเนินการโดยทันทีเพื่อยกเลิกโทษประหารจากกฎหมาย" แชมพา พาเทล กล่าว

 

กลับขึ้นด้านบน