บทความ iLaw: ถ้ายอมรับการจับ "จ่านิว" กลางดึก เท่ากับยอมให้ทุกคนเสี่ยงถูก "อุ้มหาย"

บทความ iLaw: ถ้ายอมรับการจับ "จ่านิว" กลางดึก เท่ากับยอมให้ทุกคนเสี่ยงถูก "อุ้มหาย"

บทความ iLaw: ถ้ายอมรับการจับ "จ่านิว" กลางดึก เท่ากับยอมให้ทุกคนเสี่ยงถูก "อุ้มหาย"

รูปข่าว : บทความ iLaw: ถ้ายอมรับการจับ "จ่านิว" กลางดึก เท่ากับยอมให้ทุกคนเสี่ยงถูก "อุ้มหาย"

โครงการอินเทอร์เน็ตเพื่อกฎหมายประชาชน (iLaw) เสนอความเห็นต่อการควบคุมตัวนายสิรวิชญ์ เสรีธิวัฒน์ หรือ "จ่านิว" แกนนำกลุ่มประชาธิปไตยศึกษา ซึ่งถูกชายฉกรรจ์แต่งกลายคล้ายเครื่องแบบทหารบังคับให้ขึ้นรถบริเวณหน้ามหาวิทยาธรรมศาสตร์ ศูนย์รังสิต

เวลาประมาณ 22.30 น.ของวันที่ 20 ม.ค.2559 ชายฉกรรจ์ 8 คนแต่งกายคล้ายเครื่องแบบทหารบังคับให้นายสิรวิชญ์ เสรีธิวัฒน์ นักศึกษามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์และนักกิจกรรมกลุ่มประชาธิปไตยศึกษาที่ถูกศาลทหารออกหมายจับในข้อหาฝ่าฝืนคำสั่งหัวหน้าคสช.ฉบับที่ 3/2558 เรื่องห้ามชุมนุมทางการเมือง ขึ้นรถยนต์ส่วนบุคคลไม่มีป้ายทะเบียนขับไปยังสถานที่ไม่เปิดเผย

ในคืนเดียวกัน คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) โดย พ.อ.บุรินทร์ ทองประไพ ฝ่ายกฎหมายของคณะรักษาความสงบแห่งชาติปฏิเสธว่าไม่ทราบถึงการควบคุมตัวครั้งนี้ อย่างไรก็ตามในวันที่ 21 ม.ค.2559 พ.อ.วินธัย สุวารี โฆษก คสช.ก็แถลงว่า การควบคุมตัวครั้งนี้เป็นการปฏิบัติหน้าที่ การดำเนินการทุกขั้นตอนเป็นไปตามกรอบกฎหมาย ปฏิบัติอย่างให้เกียรติละมุนละม่อมไม่มีความรุนแรง อย่างที่บางคนพยายามจะบิดเบือน

ขณะที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคสช. กล่าวว่าสิรวิชญ์ทำผิดหลายครั้ง ไม่ใช่แค่กรณีการจัดกิจกรรม "นั่งรถไฟไปอุทยานราชภักดิ์ ส่องแสงหากลโกง" เมื่อวันที่ 7 ธ.ค.2558 ส่วนการจับกุมสามารถทำได้หลายรูปแบบ

สิรวิชญ์เป็นผู้ต้องหาตามหมายจับ เจ้าหน้าที่ตำรวจมีอำนาจที่จะจับกุมตัวเขาได้ แต่การจับกุมก็ต้องเป็นไปตามกรอบของกฎหมายและต้องมีความพอเหมาะไม่เกินกว่าเหตุ แม้ก่อนหน้านี้สิรวิชญ์จะไม่ยอมเข้ารายงานตัวกับพนักงานสอบสวนจนเป็นเหตุให้ถูกออกหมายจับ แต่เขาก็ไม่มีพฤติการณ์ที่จะหลบหนียังคงใช้ชีวิตตามปกติ วันที่ 8 ม.ค.2559 สิรวิชญ์และเพื่อนก็เดินทางไปที่สน.รถไฟธนบุรี แต่ไม่ได้เข้ารายงานตัว และวันที่ 16 ม.ค.2559 สิรวิชญ์และเพื่อนก็เดินทางไปทำกิจกรรมที่สถานีรถไฟธนบุรี ซึ่งเจ้าหน้าที่ตำรวจสามารถนำหมายจับไปแสดงตัวและจับกุมในเวลากลางวันได้โดยไม่ยาก

การควบคุมตัวโดยใช้กำลังทหารในยามวิกาล โดยไม่มีการแจ้งข้อกล่าวหา ปกปิดสังกัดของเจ้าหน้าที่ ปกปิดสถานที่ที่จะนำตัวไป การไม่อนุญาตให้ติดต่อญาติหรือทนายความ รวมทั้งการใช้กำลังตามคำบอกเล่าของสิรวิชญ์ จึงเป็นการใช้อำนาจของเจ้าหน้าที่รัฐเพื่อละเมิดสิทธิของประชาชนเกินความจำเป็น และไม่พอสมควรแก่เหตุ

สิทธิในเนื้อตัวร่างกายเป็นสิทธิขั้นพื้นฐานซึ่งบุคคลทุกคนที่อาศัยอยู่ในราชอาณาจักรไทยได้รับความคุ้มครองโดยนัยของกติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง แม้กติกาดังกล่าวจะถือว่าสิทธิในเนื้อตัวร่างกายจะเป็นสิทธิที่ถูกจำกัดได้โดยอาศัยกระบวนการทางกฎหมาย แต่การจำกัดก็ต้องเป็นไปเท่าที่จำเป็นและพอสมควรแก่เหตุ ผู้ที่ถูกจำกัดสิทธิยังต้องได้รับการปฏิบัติโดยคำนึงถึงศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ตลอดกระบวนการ

ก่อนหน้านี้ เจ้าหน้าที่ภายใต้รัฐบาล คสช. ยังเคยเข้าควบคุมตัวบุคคลด้วยพฤติการณ์อุกอาจไม่ต่างจากนี้มาแล้วหลายครั้ง เช่น กรณีเข้าควบคุมตัวนายธเนตร อนันตวงษ์ ผู้ต้องหาคดีเผยแพร่แผนผังเกี่ยวกับอุทยานราชภักดิ์ ขณะรักษาตัวอยู่ที่โรงพยาบาล (13 ธ.ค.2558), การบุกจับ "สิรภพ" ผู้ต้องหาคดีหมิ่นพระบรมเดชานุภาพและ พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ กลางถนนก่อนเข้าเมืองกาฬสินธุ์, การบุกไปจับ "ณัฐ" ผู้ต้องหาคดีฝ่าฝืนคำสั่ง คสช.ที่คอนโดมิเนียมในเวลา 01.00 น., หรือการใช้กำลังอุ้ม "สุนันทา" ขึ้นรถแท็กซี่ออกจากที่ชุมนุมต่อต้านรัฐประหารช่วงกลางปี 2557

การใช้กำลังเข้าจับกุมตัวบุคคลเช่นนี้ เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง เป็นระบบ ตามอำเภอใจ และไม่มีท่าทีว่าจะผ่อนคลายลง ช่วงแรกเกิดขึ้นอย่างกว้างขวางโดยอาศัยอำนาจตามกฎอัยการศึก แม้ต่อมากฎอัยการศึกจะถูกแทนที่ด้วยคำสั่งหัวหน้าคสช.ฉบับที่ 3/2558 ทำให้เจ้าหน้าที่ไม่มีอำนาจจับโดยพลการ หรือจับโดยไม่มีหมายศาลได้อีกต่อไป แต่ปรากฏการณ์เช่นนี้ก็ยังเกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่า โดยไม่มีองค์กรหรือกลไกที่มีอำนาจเข้ามาตรวจสอบการทำหน้าที่ของเจ้าหน้าที่รัฐเพื่อคุ้มครองสิทธิในชีวิตร่างกายของประชาชน

ยิ่งในภาวะที่เจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคงมีอำนาจควบคุมตัวได้ 7 วันโดยไม่แจ้งข้อกล่าวหา และไม่เปิดเผยสถานที่ ยิ่งทำให้ผู้ถูกจับกุมไม่มีความมั่นคงในชีวิตและร่างกาย

กรณีเหตุการณ์วันที่ 20 ม.ค.2559 ยังไม่เลวร้ายเกินไปนัก เมื่อภายหลังสิรวิชญ์ปรากฏตัวที่สถานีตำรวจ แต่หากสังคมยอมรับพฤติการณ์การควบคุมตัวด้วยความรุนแรงโดยไม่จำกัดสถานที่และเวลาเช่นนี้ เท่ากับการยอมรับให้ประชาชนทุกคนตกอยู่ในภาวะเสี่ยงต่อการถูกบังคับให้สูญหายได้ตลอดเวลา

 

หมายเหตุ: ที่มาของบทความ http://ilaw.or.th/node/3999 

แท็ก

กลับขึ้นด้านบน