“ประยุทธ์” ย้ำไทยต้องปฏิรูปแบบก้าวกระโดด ตามกรอบ "ไทยแลนด์ สตาร์ทอัพ" ดัน 1 ตำบล 1 SMEs

“ประยุทธ์” ย้ำไทยต้องปฏิรูปแบบก้าวกระโดด ตามกรอบ "ไทยแลนด์ สตาร์ทอัพ" ดัน 1 ตำบล 1 SMEs

“ประยุทธ์” ย้ำไทยต้องปฏิรูปแบบก้าวกระโดด ตามกรอบ "ไทยแลนด์ สตาร์ทอัพ" ดัน 1 ตำบล 1 SMEs

รูปข่าว : “ประยุทธ์” ย้ำไทยต้องปฏิรูปแบบก้าวกระโดด ตามกรอบ "ไทยแลนด์ สตาร์ทอัพ" ดัน 1 ตำบล 1 SMEs

นายกฯ ระบุ ไทยต้องเร่งปฏิรูปประเทศแบบก้าวกระโดดภายใต้แนวคิดไทยแลนด์สตาร์ทอัพ เหตุหยุดชะลอมานาน โดยเน้นสร้างความเข้มแข็งจากคนและชุมชนเพื่อขับเคลื่อน พร้อมเริ่ม “1 ตำบล 1 SMEs” ชวนคนไทยอุดหนุนดอกป๊อปปี้ สร้างกำลังใจให้ทหารผ่านศึก

วันนี้ (29 ม.ค.2559) เวลา 20.15 น. พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี กล่าวในรายการ “คืนความสุขให้คนในชาติ” ออกอากาศทางโทรทัศน์รวมการเฉพาะกิจแห่งประเทศไทย ว่า นับต่อจากนี้ ประเทศไทยต้องสร้างชาติด้วยการปฏิรูปประเทศให้เจริญเติบโตอย่างก้าวกระโดด เพื่อให้ทันประเทศอื่น ๆ เพราะที่ผ่านมาชะลอมานาน ซึ่งรัฐบาลให้ความสำคัญในเรื่อง “การพัฒนาคนและชุมชน” ใช้หลักการตามแนวทางพระราชดำรัสของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ที่ทรงมีพระราชดำรัสว่าทุกอย่างต้องระเบิดจากข้างใน คือต้องมุ่งพัฒนาเพื่อสร้างความเข้มแข็งให้คนและครอบครัวในชุมชน ให้มีความพร้อมที่จะรับการพัฒนาก่อน ไม่ใช่รัฐยัดเยียดความเจริญจากสังคมภายนอกเข้าไป

“ฉะนั้น วันนี้ต้องสร้างตั้งแต่ชุมชนหมู่บ้านขึ้นไป แล้วนำหลักการประชารัฐเข้ามาเสริม เพื่อผสานความร่วมมือ” นายกฯ กล่าว

พล.อ.ประยุทธ์กล่าวต่ออีกว่า ปฏิรูปครั้งสำคัญนี้จะทำภายใต้นโยบาย “Thailand Startup” โดยแนวทางในการดำเนินการมีดังนี้

1. การจัดตั้ง National Startup Center เพื่อจะเชื่อมโยงบัญชีนวัตกรรมที่มีอยู่ในแต่ละกระทรวงและจดทะเบียน Startup พร้อมส่งเสริมให้นวัตกรรมเหล่านี้ สามารถเข้าถึงแหล่งเงินทุนได้ทั้งจากธนาคารของรัฐและเอกชน มีกองทุนร่วมลงทุนให้เกิดความเข้มแข็ง สร้างเวทีแลกเปลี่ยนเรียนรู้ระหว่างธุรกิจนวัตกรรมรายใหม่ด้วยกันเอง หรือสถาบันการศึกษาและมหาวิทยาลัยเป็นผู้สนับสนุนความรู้

2.การนำภาคเกษตรเข้าสู่ระบบ ภาคการเกษตรวันนี้รายได้น้อย ผลผลิตทางการเกษตรมีราคาต่ำลง เป็นปัญหาของทุกประเทศในโลก เพราะฉะนั้น รัฐบาลจึงจัดให้มีโครงการ “1 ตำบล 1 SMEs” ขึ้นเป็นระยะแรกนะครับ เพื่อปฏิรูปการเกษตรของประเทศให้มีมูลค่าสูงขึ้น เพิ่มมูลค่าผลิตภัณฑ์ ให้เข้าถึงแหล่งวิชาการ แก้ปัญหาเดิมๆ ที่มีอยู่ให้เกิดความยั่งยืน ด้วยการส่งเสริมเกษตรอุตสาหกรรมรายย่อยในแต่ละท้องถิ่น

“ต้องการให้เป็นก้าวแรกของพี่น้องเกษตรกร และรัฐบาลต้องพิจารณาหาทางสนับสนุนให้นะ ตามขีดความสามารถที่มีอยู่นะครับ แล้วก็ขอความร่วมมือจากบรรดานักธุรกิจต่างๆ เข้ามาร่วมด้วย วันนี้ต้องช่วยกันทั้งหมดนะ ผมสามารถพูดได้เลยนะ ถ้ายังทำแบบเดิมอยู่ก็จะจนอยู่แบบนี้ถึงชั่วลูกชั่วหลาน วันข้างหน้าก็เป็นแบบนี้อีก ถ้าไม่ร่วมมือกับเราตามแผนปฏิรูปในวันนี้นะครับ” นายกฯ อธิบาย

พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า ส่วนข้อสุดท้ายเป็นการส่งเสริมการสร้างผู้ประกอบการเทคโนโลยีใหม่ (Tech Startup) โดยให้ทุกภาคส่วน ทั้งอุตสาหกรรม เกษตร ดิจิทัล เทคโนโลยี และธุรกิจบริการ มาร่วมกันคิดและสร้างการเป็นเจ้าของธุรกิจที่ใช้นวัตกรรม ตั้งแต่ระดับเล็ก กลาง ใหญ่ ทั้งนี้เพื่อให้เกิดการจ้างงาน สร้างรายได้ จากการขายสินค้าและบริการที่เป็นทางเลือกใหม่ของตลาดทั้งในและนอกประเทศ ซึ่งทำให้รายได้ประเทศสูงขึ้น เป็นการยกระดับขีดความสามารถของประเทศให้มีการแข่งขันได้มากขึ้น

“เห็นได้ว่าจุดเริ่มต้น คือการวิจัยและพัฒนานวัตกรรมใหม่ๆ จะเป็นกุญแจสู่ความสำเร็จ เป็นแผนที่นำทางในการที่จะนำพาประเทศชาติให้มีรายได้สูงขึ้น เข้าสู่ประเทศที่มีการผลิตและจำหน่ายออกไปภายนอก นอกจากนี้ ยังต้องให้ความสำคัญในเรื่องการคุ้มครองทรัพย์สินทาง ปัญญาด้วยนะครับ เพราะแต่ละประเทศเขาพยายามที่จะใช้กฎหมายนี้คุ้มครองผลประโยชน์ของเขาทั้งหมด เราก็ต้องเรียมความพร้อมของเราด้วยในอนาคต ด้วยการนำผลงานวิจัยและพัฒนาเข้าสู่กระบวนการจดลิขสิทธิ์ทั้งในและนอกประเทศ ซึ่งมีหลายสิบฉบับ ไม่เช่นนั้น ผลิตออกไปแล้วเราก็ไม่ได้ใช้ประโยชน์อย่างแท้จริงนะครับ คนที่เอาไปก็ได้ประโยชน์ไป เราก็เสียหาย” นายกระบุ

พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า นอกจากนี้ ขอให้กระทรวงที่เกี่ยวข้องไปหารือถึงการผลิตบุคลากรของประเทศให้สอดคล้องกับความต้องการแต่ละด้าน รวมถึงการผลิตบุคลากรภาคแรงงาน เพราะวันนี้ไทยขาดแรงงานทุกระดับจำนวนมาก ในขณะที่มีต่างชาติเข้ามาร่วมลงทุนจำนวนมากภายใน 2 ปีนี้ จึงจำเป็นต้องมีการวางแผนว่าผลิตกำลังอย่างไร เท่าไร่ และต่อยอดให้เหมาะสมกับทุกภาคส่วน เพื่อจะเติมกำลังคนให้ได้อย่างรวดเร็ว เพราะหากเริ่มช้ากว่านี้เกรงว่าจะไม่ทัน

ชวนคนไทยอุดหนุน “ดอกป๊อปปี้” ส่งกำลังใจให้ทหารผ่านศึก

พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวต่อว่า วันที่ 3 ก.พ.ของทุกปี เป็น “วันทหารผ่านศึก” ที่ทุกคนควรระลึกถึงความเสียสละอันยิ่งใหญ่ ของวีรชนแนวหน้าที่พร้อมเสียสละทั้งชีวิตและเลือดเนื้อ เพื่อปกป้องผืนแผ่นดินอันเป็นที่รักของเราทุกคน เพื่อให้ประชาชนได้มีที่อยู่ที่อาศัย ใช้ชีวิตอย่างเป็นปกติสุขจนถึงทุกวันนี้

แม้ไม่มีภัยสงคราม แต่ยังคงมีข้าราชการพลเรือน ตำรวจ ทหาร อาสาสมัครอีกเป็นจำนวนมาก ที่ต้องทำงานนอนกลางดิน กินกลางทราย อยู่ท่ามกลางป่าเขา เพื่อจะปฏิบัติหน้าที่ในการรักษาอธิปไตย ตามแนวชายแดน เฝ้าตรวจชายแดน ปฏิบัติภารกิจในพื้นที่เสี่ยงภัย ขอให้ทุกคนซึ่งเป็นแนวหลังร่วมกันให้กำลังใจ ส่งคำอวยพร ให้พวกเขาปลอดภัย

“ผมขอเชิญชวนพวกเราแนวหลังทุกคน ร่วมกันแสดงออกถึงความมีน้ำใจ ตอบแทนความเสียสละ ด้วยการอุดหนุนดอกป๊อปปี้ ดอกไม้สีแดง ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ทหารผ่านศึกนะครับ เพื่อสงเคราะห์ทหารผ่านศึกที่ได้รับบาดเจ็บ รักษาตัว พิการ หรือเสียชีวิตในระหว่างการปฏิบัติหน้าที่ เพื่อที่เราจะได้ช่วยกันดูแลครอบครัวของเขาให้มีความสุขต่อไป”

ยกย่องผู้ได้รับ “รางวัลสมเด็จเจ้าฟ้ามหิดล”

พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า ขอเป็นตัวแทนประชาชนไทย แสดงความยินดีกับผู้ที่ได้รับพระราชทาน “รางวัลสมเด็จเจ้าฟ้ามหิดล” จากสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี จำนวน 2 ท่าน คือ ศ.นพ.มอร์ตัน เอ็ม มาวเวอร์ (Professor M. Mower) จากสหรัฐอเมริกา ซึ่งเป็นผู้ร่วมคิดค้นเครื่องกระตุกหัวใจอัตโนมัติชนิดฝังในร่างกาย (AICD: Automatic Implantable Cardioverter Defibrillator) และคิดค้นหลักการของเครื่องรักษาหัวใจ ด้วยวิธีให้จังหวะนะครับ (CRT: Cardiac Resynchronization Therapy) 

คนที่ 2 ได้แก่ เซอร์ไมเคิล กิเดียน มาร์มอต (Sir Michael Gideon Marmot) จากสหราชอาณาจักร ในสาขาการสาธารณสุข ด้วยผลงานการศึกษาวิจัยทางระบาดวิทยา ที่เน้นสร้างความเท่าเทียมกันทางสุขภาพ ทุกเชื้อชาติ เผ่าพันธุ์ ศาสนา และฐานะทางสังคม จนนำไปสู่การกำหนดแนวทางปฏิบัติด้านสุขภาพและนโยบายสาธารณะของโลก 

“นับว่าทั้งสองท่าน ได้สร้างผลงานอันมีคุณค่าแก่มวลมนุษยชนโดยรวม ขอยกย่องคุณงามความดีและความวิริยะอุตสาหะ และขอเป็นกำลังใจให้กับนักวิจัยด้านการแพทย์ หรือด้านอื่นๆ ทั้งของโลก ของไทย และอาเซียน ที่จะร่วมกันสร้างสรรค์นวัตกรรมใหม่ ให้เกิดประโยชน์ต่อส่วนรวมของมวลมนุษยชาติในอนาคต” นายกฯ กล่าว 

 

กลับขึ้นด้านบน