เกณฑ์ กยศ.ใหม่ เพิ่มดอกเบี้ย-เผยข้อมูลผู้กู้-ให้ที่ทำงานหักเงินเดือนจ่ายหนี้

เกณฑ์ กยศ.ใหม่ เพิ่มดอกเบี้ย-เผยข้อมูลผู้กู้-ให้ที่ทำงานหักเงินเดือนจ่ายหนี้

เกณฑ์ กยศ.ใหม่ เพิ่มดอกเบี้ย-เผยข้อมูลผู้กู้-ให้ที่ทำงานหักเงินเดือนจ่ายหนี้

รูปข่าว : เกณฑ์ กยศ.ใหม่ เพิ่มดอกเบี้ย-เผยข้อมูลผู้กู้-ให้ที่ทำงานหักเงินเดือนจ่ายหนี้

พ.ร.บ.กองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษาฉบับใหม่ ที่คาดว่าจะมีผลบังคับใช้กลางปีหน้า ปรับการติดตามหนี้จากผู้กู้หลังจบการศึกษา ขยับเพดานอัตราดอกเบี้ยเป็นไม่เกิน 7.5% ให้สถานประกอบการหรือนายจ้างหักเงินจากลูกจ้างที่เป็นลูกหนี้ ส่งคืนให้กองทุนฯ

นายปรีชา บูชางกูร รองผู้จัดการกองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา (กยศ.) เปิดเผยว่า พ.ร.บ.กองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษาหรือ กยศ.ฉบับใหม่ มีการปรับปรุงให้กองทุนฯ มีการบริหารจัดการที่คล่องตัวมากขึ้น มีประสิทธิภาพในการติดตามหนี้ โดยหนึ่งในมาตรการที่นำมาใช้ คือ การเปิดเผยข้อมูลผู้กู้กับสถานประกอบการ โดยกองทุนจะแจ้งสถานประกอบทั้งภาครัฐและเอกชนให้เป็นตัวกลางในการหักเงินจากลูกจ้างซึ่งเป็นลูกหนี้ กยศ.และนำเงินส่งโดยตรงกับกรมสรรพากร หากสถานประกอบการละเลยหรือไม่ปฎิบัติ ถือว่ามีความผิดตามกฎหมาย และต้องรับผิดชอบในการชดใช้หนี้งวดที่ลูกหนี้ผิดนัดค้างชำระพร้อมเบี้ยปรับ

สำหรับการเปิดเผยข้อมูลผู้กู้ รองผู้จัดการกองทุน กยศ. ระบุว่าข้อมูลที่เปิดเผยจะเป็นไปเพื่อการติดตามหนี้เพื่อให้รู้หลักแหล่งที่ทำงาน ส่วนการที่สถานประกอบต้องหักเงินนำส่งสรรพากรนั้น ถือเป็นหน้าที่ที่ระบุไว้ในกฎหมาย แต่ไม่มีบทลงโทษต่อผู้กู้ มีเพียงบทลงโทษนายจ้างเท่านั้น

"กฎหมายใหม่กำหนดว่า ผู้กู้ทำงานที่ไหนมีหน้าที่แจ้งนายจ้างว่าเป็นหนี้ กยศ.และยินยอมให้หักเงินเดือนนำส่งสรรพากรเพื่อชำระหนี้กับกองทุน หลักการใหม่จะเป็นอย่างนี้" นายปรีชา กล่าว

ส่วนอัตราดอกเบี้ยที่ปรับเพิ่มขึ้นในกฎหมายระบุไว้ไม่เกินร้อยละ 7.5 ซึ่งอัตรานี้ มีการเพิ่มขึ้นจากดอกเบี้ยเดิมที่อยู่ร้อยละ 1 ซึ่งการเพิ่มอัตรดอกเบี้ย ก็เพื่อเพิ่มแรงจูงใจให้ผู้กู้ไม่ผิดค้างชำระ ซึ่งตัวเลขนี้ จะมีการกำหนดก่อนมีการทำสัญญาระหว่างกู้ในแต่ละปี โดยจะยึดตามสภาวการณ์ หรือการพิจารณาร่วมกันของบอร์ดกรรมกองทุนฯ )

ด้านโครงการอินเทอร์เน็ตเพื่อกฎหมายประชาชนหรือไอลอว์ เปิดเผยว่า ร่างกฎหมายใหม่นี้ผ่านความเห็นชอบประกาศใช้เป็นกฎหมายจากสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ไปตั้งแต่วันที่ 17 พ.ย.ที่ผ่านมา เหลือเพียงขั้นตอนการประกาศใช้ในราชกิจจานุเบกษาเท่านั้น

หัวข้อที่เกี่ยวข้อง

กลับขึ้นด้านบน