นายกสมาคมผู้เลี้ยงสุกร วอนอย่ามองผู้เลี้ยงหมูเป็น "จำเลย"

นายกสมาคมผู้เลี้ยงสุกร วอนอย่ามองผู้เลี้ยงหมูเป็น "จำเลย"

นายกสมาคมผู้เลี้ยงสุกร วอนอย่ามองผู้เลี้ยงหมูเป็น "จำเลย"

รูปข่าว : นายกสมาคมผู้เลี้ยงสุกร วอนอย่ามองผู้เลี้ยงหมูเป็น "จำเลย"

นายกสมาคมผู้เลี้ยงสุกร วอนอย่ามองผู้เลี้ยงหมูเป็น

 นายสุรชัย สุทธิธรรม นายกสมาคมผู้เลี้ยงสุกรแห่งชาติ เปิดเผยถึง กรณีราคาหมูเป็นหน้าฟาร์มที่ปรับขึ้นมาอยู่ที่กิโลกรัมละ 65 บาทเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา ว่าเป็นราคาที่อยู่เหนือต้นทุน 62 บาท/กิโลกรัมเป็นครั้งแรก หลังจากผู้เลี้ยงต้องขายสุกรเป็นในราคาต่ำกว่าทุนมาตลอด 9 เดือน 

 
“ถ้าคิดค่าเฉลี่ยทั้งปี ของราคาสุกรเป็นหน้าฟาร์มในปีที่ผ่านมา จะอยู่ที่ 53 บาท/กิโลกรัม  ขณะที่ต้นทุนเฉลี่ยอยู่ที่ 60 บาท/กิโลกรัม เท่ากับเกษตรกรต้องขาดทุนมาตลอด เพิ่งจะได้ราคาที่พ้นน้ำมาได้สัปดาห์เดียว ยังไม่สามารถชดเชยขาดทุนสะสมตลอดช่วงที่ผ่านมาได้ ก็กลับมีกระแสเสียงบ่นว่าหมูแพงเสียแล้ว จึงต้องวอนขอความเห็นใจจากทุกฝ่าย อย่ามองเกษตรกรเป็นจำเลย” นายสุรชัยกล่าว
 
นายกสมาคมผู้เลี้ยงหมูฯ กล่าวอีกว่า ภาวะขาดทุนสะสมดังกล่าว ส่งผลให้ผู้เลี้ยงสุกรทยอยลดปริมาณการเลี้ยงและบางแห่งถึงกับปิดกิจการลง หรือคิดเป็นผู้ผลิตสุกรหายไปจากระบบราว 30% จากภาวะต้นทุนวัตถุดิบอาหารสัตว์ทุกชนิด อาทิ กากถั่วเหลือง ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ที่พุ่งสูงขึ้นเป็นประวัติการณ์ 30-40% รวมถึงโรคระบาดในช่วงปลายปี ขณะที่ราคาขายสุกรเป็นหน้าฟาร์มไม่เคยขายได้ในราคาเท่าหรือมากกว่าต้นทุนเลย  นอกจากนี้ การขาดทุนดังกล่าวยังส่งผลต่อเนื่องให้สถาบันการเงินไม่ปล่อยสินเชื่อแก่ผู้ประกอบการฟาร์มสุกร ทำให้ผู้เลี้ยงขาดสภาพคล่อง ไม่สามารถหาเงินจ่ายค่าวัตถุดิบอาหารสัตว์ได้อย่างครอบคลุมด้วยซ้ำ
 
ปัจจัยดังกล่าวส่งผลโดยตรงให้ปริมาณผลผลิตสุกรเข้าสู่ตลาดน้อยลง ขณะเดียวกันก็เข้าใกล้ช่วงเทศกาลตรุษจีน ซึ่งมีความต้องการบริโภคมากกว่าปกติ การขยับราคาขึ้นของสุกรจึงถือเป็นเรื่องธรรมดาของกลไกตลาด
 
สำหรับราคาขายปลีกหน้าเขียง นายสุรชัยกล่าวว่าตนไม่ขอพูดถึง เนื่องจากจะมีสูตรการคำนวณราคาอยู่ที่กระทรวงพาณิชย์อยู่แล้ว ขณะที่ตนมีหน้าที่ดูแลผู้เลี้ยงสุกรเท่านั้น ประเด็นของราคาขายปลีกจึงถือเป็นเรื่องเกินขอบเขตความรับผิดชอบ.


กลับขึ้นด้านบน