"แนนซี เรแกน" อดีตสุภาพสตรีหมายเลข 1 สหรัฐฯ ถึงแก่กรรมในวัย 94 ปี

"แนนซี เรแกน" อดีตสุภาพสตรีหมายเลข 1 สหรัฐฯ ถึงแก่กรรมในวัย 94 ปี

"แนนซี เรแกน" อดีตสุภาพสตรีหมายเลข 1 สหรัฐฯ ถึงแก่กรรมในวัย 94 ปี

รูปข่าว : "แนนซี เรแกน" อดีตสุภาพสตรีหมายเลข 1 สหรัฐฯ ถึงแก่กรรมในวัย 94 ปี

นางแนนซี เรแกน อดีตสุภาพสตรีหมายเลขหนึ่งของสหรัฐอเมริกา ภริยาของอดีตประธานาธิบดีโรนัลด์ เรแกน ถึงแก่กรรมเมื่อวานนี้ (6 มี.ค.2559) ด้วยภาวะหัวใจล้มเหลว

นางเรแกนเสียชีวิตที่บ้านพักของเธอในลอส แองเจลีส ร่างของเธอจะถูกนำไปฝังเคียงข้างอดีตประธานาธิบดีเรแกนที่หอสมุดประธานาธิบดีเรแกน (The Ronald Reagan Presidential Library) ในเมืองซิมิ วัลเลย์ รัฐแคลิฟอร์เนีย โดยก่อนพิธีฝังศพ หอสมุดฯ จะเปิดให้ประชาชนมาเคารพศพได้ ก่อนเสียชีวิตนางเรแกนได้ขอให้ประชาชนเปลี่ยนจากการซื้อดอกไม้มาเคารพศพเป็นการบริจาคทุนทรัพย์ให้หอสมุดและมูลนิธิประธานาธิบดีเรแกนแทน โฆษกหอสมุดฯ ระบุในแถลงการณ์

อดีตประธานาธิบดีโรนัลด์ เรแกน ถึงแก่อสัญกรรมเมื่อวันที่ 5 มิ.ย.2547

นางเรแกนได้ชื่อว่าเป็นหนึ่งในสตรีหมายเลขหนึ่งที่ทรงอิทธิพลที่สุดในประวัติศาสตร์สหรัฐฯ ในระหว่างที่นายเรแกน ผู้เป็นสามีดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีในช่วงปีพ.ศ.2524-2532

ในแถลงการณ์ต่อการจากไปของนางเรแกน ประธานาธิบดีสหรัฐฯ บารัค โอบามากล่าวขอบคุณนางเรแกน "สำหรับคำแนะนำที่มีค่า" พร้อมกับแสดงความเสียใจต่อครอบครัวของนางเรแกนและยกย่องเธอที่อุทิศตนในการสร้างความเข้าใจต่อโรคอัลไซเมอร์

 

"Nancy Reagan once wrote that nothing could prepare you for living in the White House. She was right, of course. But we...

Posted by The White House on Sunday, 6 March 2016

 

อดีตประธานาธิบดีโรนัลด์ เรแกน ได้รับการวินิจฉัยป่วยเป็นโรคอัลไซเมอร์เมื่อปี 2537 และเสียชีวิตในปี 2547

นายโอบามากล่าวว่า อดีตสุภาพสตรีหมายเลข 1 เป็นกระบอกเสียงให้กับครอบครัวผู้ป่วยอัลไซเมอร์ซึ่งมีอยู่ราวๆ 5 แสนครอบครัวที่ต้องผ่านความทุกข์และความเจ็บปวดจากการที่บุคคลในครอบครัวป่วยเป็นอัลไซเมอร์ เธอได้อุทิศตนเพื่อช่วยพัฒนาการรักษาโรคอัลไซเมอร์ที่ช่วยให้ผู้ป่วยมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นและมีชีวิตอยู่ยาวนานขึ้น

นางบาบารา บุช อดีตสุภาพสตรีหมายเลข 1 ของสหรัฐฯ ภริยาของอดีตประธานาธิบดีจอร์จ เอช. ดับเบิ้ลยู. บุช ซึ่งก้าวขึ้นมารับตำแหน่งต่อจากนายเรแกนกล่าวว่า "แนนซี เรแกน เป็นสตรีผู้อุทิศตนเพื่อประธานาธิบดีเรแกน และบัดนี้ทั้งคู่ก็ได้อยู่เคียงข้างกันและกันอีกครั้ง เราขอแสดงความเสียใจและขอเป็นกำลังใจให้ครอบครัวของเธอต่อการสูญเสียนี้"

ขณะที่อดีตประธานาธิบดี จอร์จ ดับเบิ้ลยู บุช และภริยากล่าวแสดงความเสียใจต่อการจากไปของนางเรแกน โดยระบุว่า "นางเรแกนเป็นสตรีที่จงรักภักดีต่อสามีอันเป็นที่รักของเธออย่างยิ่ง ความอุทิศตนที่เธอมีต่อสามีนั้นไม่น้อยไปกว่าความอุทิศตนต่อประเทศชาติ" อดีตประธานาธิบดีบุชกล่าวด้วยว่าอิทธิพลของนางเรแกนที่มีต่อทำเนียบขาวนั้นจะเป็นนิรันดร์

แนนซี เรแกน : "ชีวิตฉันเริ่มต้นเมื่อแต่งงานกับเขา"

8 ปีที่นายโรนัลด์ เรแกนดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีสหรัฐฯ สุภาพสตรีหมายเลข 1 ได้ทำหน้าที่ปกป้องสามีของเธออย่างแข็งขันทั้งในเรื่องส่วนตัวและในทางการเมือง นอกจากนี้เธอยังมีบทบาทสำคัญในการเป็นผู้นำรณรงค์ต่อต้านยาเสพติดในแคมเปญที่ชื่อว่า "Just say no" อันโด่งดัง

โฆษกส่วนตัวของเธอเคยเล่าให้ฟังว่าเมื่อครั้งที่ประธานาธิบดีเรแกนถูกยิงจากการลอบสังหารเมื่อปี 1981 แนนซีอยู่กับเขาทีโรงพยาบาลตลอดเวลาจนกระทั่งเขาหายเป็นปกติและหมอให้กลับบ้านได้ ภายหลังจากที่นายเรแกนก้าวลงจากตำแหน่งและได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นโรคอัลไซเมอร์ แนนซีเป็นผู้ที่ดูแลเขาตลอดเวลาจนกระทั่งเขาเสียชีวิตในปี 2547 และแม้ว่านายเรแกนจะเสียชีวิตไปแล้ว แนนซีก็ยังปกป้องชื่อเสียงและภาพลักษณ์ของสามีผู้ล่วงลับอย่างแข็งขัน

หนังสืออัตชีวประวัติของเธออ้างถึงคำพูดของเธอที่บอกว่า "ชีวิตของฉันเริ่มต้นขึ้นจริงๆ ก็เมื่อฉันแต่งงานกับเขา"

กลับขึ้นด้านบน