"โอบามา" เตรียมเยือน "พัลส์ ไนท์คลับ" ไว้อาลัยเหยื่อกราดยิง

"โอบามา" เตรียมเยือน "พัลส์ ไนท์คลับ" ไว้อาลัยเหยื่อกราดยิง

"โอบามา" เตรียมเยือน "พัลส์ ไนท์คลับ" ไว้อาลัยเหยื่อกราดยิง

รูปข่าว : "โอบามา" เตรียมเยือน "พัลส์ ไนท์คลับ" ไว้อาลัยเหยื่อกราดยิง

นายบารัค โอบามา ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกาจะเยือนสถานที่เกิดเหตุสังหารหมู่ที่พัลส์ ไนท์คลับ ปลายสัปดาห์นี้ เพื่อไว้อาลัยผู้เสียชีวิตทั้ง 49 คนจากเหตุกราดยิงเมื่อวันที่ 12 มิ.ย.2559 ขณะที่เอฟบีไอเชื่อว่าผู้ก่อเหตุฝักใฝ่กลุ่มก่อการร้ายต่างชาติ

นายจอช เออร์เนสต์ เลขานุการทำเนียบขาวระบุว่าประธานาธิบดีโอบามาจะเดินทางไปที่เมืองออร์แลนโดในวันพฤหัสบดีนี้เพื่อไว้อาลัยผู้เสียชีวิตจากเหตุสังหารหมู่ที่พัลส์ ไนท์คลับ และเพื่อให้กำลังใจชาวเมืองออร์แลนโดที่ต้องเผชิญกับเหตุร้ายที่เกิดขึ้น

ก่อนหน้านี้ประธานาธิบดีโอบามาระบุว่าเหตุการณ์ที่พัลส์ ไนท์คลับเป็นเหตุกราดยิงที่เลวร้ายที่สุดในประวัติศาสตร์สหรัฐฯ

ด้านนายเจมส์ โคมี ผู้อำนวยการสำนักงานสอบสวนกลาง (เอฟบีไอ) เปิดเผยว่า เอฟบีไอกำลังสืบสวนหาเหตุจูงใจที่ทำให้นายโอมาร์ มาทีน วัย 29 ปี ลงมือสังหารหมู่ ซึ่งเอฟบีไอค่อนข้างมั่นใจว่านายมาทีนเป็นพวกหัวรุนแรง ที่ต่อต้านกลุ่มความหลากหลายทางเพศ และเชื่อว่าเขาเป็นผู้มีความฝักใฝ่และได้รับ "แรงบันดาลใจ" จากกลุ่มก่อการร้ายต่างชาติ

นายโคมีกล่าวว่า ประเด็นหนึ่งที่เอฟบีไอจะสอบสวนคือ นายมาทีนเป็นสมาชิกจีฮัดที่ได้รับคำสั่งโดยตรงจากเครือข่ายของกลุ่มไอเอสนอกประเทศหรือลงมือกระทำโดยลำพัง

เอฟบีไอสรุปเหตุกราดยิงในที่ไนท์คลับของกลุ่มผู้มีความหลากหลายทางเพศ ซึ่งตั้งอยู่กลางเมืองออร์แลนโดว่าเกิดขึ้นเมื่อเวลา 02.30 น. วันที่ 12 มิ.ย.2559 มีผู้เสียชีวิตจากเหตุการณ์นี้ 49 คน และบาดเจ็บ 53 คน

ผู้อำนวยการเอฟบีไอระบุในการแถลงข่าวว่า เอฟบีไอพยายามหาข้อมูลทุกอย่างเกี่ยวกับผู้ก่อเหตุ เพื่อหาเหตุจูงใจที่ทำให้เขาสังหารหมู่ผู้คนที่ไนท์คลับ พร้อมกับเปิดเผยว่านายมาทีนได้โทรศัพท์ไปที่ตำรวจ 911 ทั้งหมด 3 ครั้งก่อนก่อเหตุ โดยได้พูดจาในลักษณะที่แสดงความภักดีต่อกลุ่มไอเอส และยกย่องมือระเบิดที่บอสตันมาราธอนในปี 2556 และมือระเบิดฆ่าตัวตายในซีเรีย

"มีข้อมูลบ่งชี้ที่ชัดเจนว่าผู้ก่อเหตุเป็นคนหัวรุนแรงที่ฝักใฝ่กลุ่มก่อการร้ายในต่างประเทศ" นายโคมีกล่าวและย้ำว่าเอฟบีไอเข้ามาทำคดีนี้เนื่องจากเป็นคดีก่อการร้าย

นายโคมียังได้พูดถึงกรณีที่เอฟบีไอเคยเรียกตัวนายมาทีนมาสอบสวนก่อนหน้าที่เกี่ยวกับพฤติกรรมที่เชื่อมโยงกับการก่อการร้ายแต่ปล่อยตัวไป โดยให้ข้อมูลว่าในปี 2556 นายมาทีนถูกเรียกตัวมาสอบสวนหลังจากโต้เถียงกับเพื่อนร่วมงานที่บริษัทรักษาความปลอดภัยที่เขาทำงานอยู่ โดยอ้างว่าครอบครัวของเขามีความเชื่อมโยงกับกลุ่มอัลกออิดะห์ ซึ่งนายมาทีนอ้างว่าเขาพูดเช่นนั้นเพราะโกรธเพื่อนร่วมงานที่มีพฤติกรรมเหยียดเขา ต่อมาเขาถูกเรียกสอบสวนอีกครั้งหลังจากเจ้าหน้าที่พบชื่อของเขาว่ามีความเชื่อมโยงกับชายชาวฟลอริดาที่ก่อเหตุระเบิดฆ่าตัวตายในซีเรีย

นายโคมียอมรับว่าเอฟบีไอกำลังตรวจสอบการสอบสวนนายมาทีนในครั้งนั้นเพื่อดูว่ามีอะไรที่เจ้าหน้าที่ได้ทำพลาดไปหรือไม่

"เราจะทบทวนการปฏิบัติงานของเราในกรณีอย่างจริงจังเพื่อดูว่า มีอะไรที่เราควรทำแต่ไม่ได้ทำหรือไม่ แต่จนถึงตอนนี้ ผมยืนยันได้ว่า เราได้ทำทุกอย่างที่ควรทำแล้ว" นายโคมีระบุ

พ่อของ "มาทีน" ระบุจะไม่มีวันให้อภัยลูก

นายเซดดิค เมียร์ มาทีน บิดาของนายโอมาร์ มาทีน ผู้ก่อเหตุกราดยิงที่พัลส์ ไนท์คลับ ให้สัมภาษณ์สื่อที่บ้านพักในเมืองพอร์ท เซนท์ ลูซี แสดงความเสียใจต่อการกระทำของบุตรชายและระบุว่าจะไม่มีวันให้อภัยเขา เพราะการกระทำดังกล่าวขัดต่อการเลี้ยงดูและคำสั่งสอนของเขา นายเมียร์ มาทีนกล่าวอีกว่า เหตุโจมตีที่เกิดขึ้นสร้างความตกตะลึงให้กับครอบครัวและหากเขารู้ว่าบุตรชายวางแผนก่อเหตุ ก็จะลงมือจับด้วยตัวเอง

ท่าที "ฮิลลารี-ทรัมป์"

เหตุกราดยิงสถานบันเทิงพัลส์ คลับ ในเมืองออร์แลนโด กลายเป็นหัวข้อร้อนที่ผู้สมัครชิงตำแหน่งประธานาธิบดีสหรัฐฯ นำมาเป็นประเด็นในการหาเสียง โดยนายโดนัลด์ ทรัมป์ มหาเศรษฐีผู้มีแนวคิดสุดโต่งและว่าที่ตัวแทนพรรครีพับลิกัน ใช้ประเด็นนี้มาตอกย้ำถึงข้อเสนอห้ามชาวมุสลิมเดินทางเข้าสหรัฐฯ ด้วยการประกาศว่า หากได้เป็นประธานาธิบดีจะระงับการอพยพเข้าสหรัฐฯ ของชาวมุสลิมจากบางพื้นที่ที่เป็นแหล่งก่อการร้ายที่เป็นอันตรายต่อสหรัฐฯ ยุโรปและชาติพันธมิตรอื่นๆ

ด้านนางฮิลลารี คลินตัน ว่าที่ตัวแทนพรรคเดโมแครต ให้คำมั่นว่าจะหาทางหยุดยั้งการก่อเหตุในลักษณะนี้โดยจะให้ความสำคัญเป็นอันดับต้นและเรียกร้องให้มีการดำเนินมาตรการควบคุมไม่ไห้มีอาวุธสงครามในสหรัฐฯ

กลับขึ้นด้านบน