มูลนิธิเพื่อนสัตว์ป่าจี้รัฐเร่งดำเนินคดี ขบวนการค้าเสือวัดป่าหลวงตาบัว

มูลนิธิเพื่อนสัตว์ป่าจี้รัฐเร่งดำเนินคดี ขบวนการค้าเสือวัดป่าหลวงตาบัว

มูลนิธิเพื่อนสัตว์ป่าจี้รัฐเร่งดำเนินคดี ขบวนการค้าเสือวัดป่าหลวงตาบัว

รูปข่าว : มูลนิธิเพื่อนสัตว์ป่าจี้รัฐเร่งดำเนินคดี ขบวนการค้าเสือวัดป่าหลวงตาบัว

องค์กรต่อต้านการค้าสัตว์ป่า เรียกร้องให้ภาครัฐเร่งดำเนินคดีผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง ขบวนการค้าเสือโคร่ง ของวัดป่าหลวงตาบัว ให้ถึงที่สุด โดยเชื่อว่าจะสร้างความเชื่อมั่นให้กับทั่วโลก ที่จับตาแนวทางป้องกันการค้าสัตว์ป่าของไทย

วันนี้ (20 มิ.ย.) นายเอ็ดวิน วีก เลขาธิการมูลนิธิเพื่อนสัตว์ป่า ระบุในเวทีเสวนา “เสือโคร่ง จากกรงเลี้ยงสู่ตลาดมืด” ว่า ปฏิบัติการขนย้ายเสือโคร่ง จากวัดป่าหลวงตาบัว ญาณสัมปันโน หรือ วัดเสือ อ.ไทรโยค จ.กาญจนบุรี ของกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช ทั้ง137 ตัวนั้น เป็นมาตรการช่วยเหลือสัตว์ป่าจากขบวนการค้าสัตว์ป่าของไทยเพียงไม่ถึงร้อยละ 10 เท่านั้น

หากพิจารณาจากข้อมูลของอนุสัญญาว่าด้วยการค้าระหว่างประเทศซึ่งชนิดพันธุ์สัตว์ป่าและพืชป่าใกล้สูญพันธุ์หรือ ไซเตส พบว่า ปริมาณเสือโคร่งในไทยเพิ่มขึ้นในช่วง 9 ปีที่ผ่านมา จาก 940 ตัว เป็น 1,400 กว่าตัว และยืนยันได้ว่า เกินกว่าร้อยละ 90 ของฟาร์มเสือ และสวนสัตว์ทั่วประเทศเกี่ยวข้องกับเรื่องการค้าสัตว์ป่า

โดยกระบวนการพบว่า แทบทุกแห่งของฟาร์มเสือและสวนสัตว์ หากมีเสือโคร่งตาย จะมีการแจ้งไปยังพ่อค้าสัตว์ป่าภายในเวลาไม่นาน เพื่อมารับซากเสือ ในลักษณะของการชำแหละ แยกชิ่นส่วนอวัยวะต่างๆ ส่งขายประเทศเพื่อนบ้าน

สำหรับบางฟาร์มหากมีลูกเสือ จะขายได้หลักแสนบาท ขณะที่เสือน้ำหนัก 100 กิโลกรัมขึ้นไป ราคาจะอยู่ที่ตัวละ 1 แสนถึง 2 แสนบาท หากเป็นเสือเพศผู้จะมีราคาสูงขึ้นอีก และเมื่อส่งขายข้ามแดนราคาทุกอย่างจะเพิ่มขึ้น 3 ถึง 4 เท่าตัว

เลขาธิการมูลนิธิเพื่อนสัตว์ป่า ยอมรับว่า ปฏิบัติการของกรมอุทยานฯ ครั้งนี้ได้รับการชื่นชมจากองค์กรสัตว์ป่าทั่วโลกและชี้ให้เห็นว่า ไทยมีความพยายามป้องกันการค้าสัตว์ป่า ซึ่งจะถูกนำไปพูดคุยในการประชุมไซเตสครั้งต่อไป นั่นอาจทำให้ทั่วโลกจับตามมองไทยต่อไปว่า จะดำเนินการกับขบวนการค้าเสือที่ยังเหลืออยู่ได้อย่างจริงจังหรือไม่

ดังนั้นสิ่งที่ต้องทำอย่างจริงจังตอนนี้ คือ ดำเนินคดีกับผู้มีส่วนเกี่ยวข้องกับวัดเสือให้ถึงที่สุด และเชื่อมโยงไปให้ถึงขบวนการใหญ่ สำหรับเสือที่ช่วยเหลือไปได้นั้น ภาครัฐต้องสนับสนุนงบประมาณเพื่อดูแลอย่างมีประสิทธิภาพ

กลับขึ้นด้านบน