ครม.เห็นชอบร่าง พ.ร.บ.พื้นที่เศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก เปิดทางสร้าง "ระเบียง ศก." 3 แสนล้าน

ครม.เห็นชอบร่าง พ.ร.บ.พื้นที่เศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก เปิดทางสร้าง "ระเบียง ศก." 3 แสนล้าน

ครม.เห็นชอบร่าง พ.ร.บ.พื้นที่เศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก เปิดทางสร้าง "ระเบียง ศก." 3 แสนล้าน

รูปข่าว : ครม.เห็นชอบร่าง พ.ร.บ.พื้นที่เศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก เปิดทางสร้าง "ระเบียง ศก." 3 แสนล้าน

วันนี้ (28 มิ.ย.2559) คณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติเห็นชอบในหลักการ ร่าง พ.ร.บ.การพัฒนาพื้นที่เศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก พ.ศ.. เพื่อพัฒนาโครงการระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออก ให้เชื่อมโยงกับโครงการระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันตก

นายปรเมธี วิมลศิริ เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) กล่าวว่าโครงการระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออกเป็นการพัฒนาพื้นที่ชายฝั่งทะเลตะวันออก ซึ่งเริ่มมาตั้งแต่ปี 2524 โดยภาครัฐได้ลงทุนโครงสร้างพื้นฐานเพื่อดึงดูดภาคเอกชนไปมากกว่า 2 ล้านล้านบาท มีผลิตภัณฑ์มวลรวมเป็นสัดส่วน 1 ใน 5 ของประเทศ ทำให้พื้นที่ภาคตะวันออกมีศักยภาพ สามารถรองรับนิคมอุตสาหกรรมได้มากถึง 3 หมื่นไร่ และเป็นศูนย์กลางการคมนาคมขนส่ง เชื่อมโยงไปยังท่าเรือน้ำลึกทวายของเมียนมา และท่าเรือน้ำลึกวังเตาของเวียดนาม

ภายใต้โครงการนี้จะมีการพัฒนาท่าอากาศยานนานาชาติอู่ตะเภา ซึ่งมีพื้นที่ทั้งหมดประมาณ 16,000 ไร่ให้บูรณาการร่วมกันให้เป็นท่าอากาศของทหารและพลเรือน ให้มีมาตรฐานตรงตามที่สำนักงานการบินพลเรือนระหว่างประเทศ (ICAO) กำหนด โดยจะสามารถรองรับผู้โดยสารได้มากถึง 3 ล้านคนต่อปี โดยภายในจะพัฒนาอาคารที่พักผู้โดยสาร และสร้างศูนย์ซ่อมบำรุงอากาศยาน เงินลงทุน 800 ล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยพื้นที่ศูนย์ซ่อมอากาศยานปัจจุบันบริษัทการบินไทย จำกัด มหาชน ได้ใช้บริการเช่าพื้นที่ นอกจากนี้จะพัฒนาอุตสาหกรรมแห่งอนาคต (New S-Curve) ชิ้นส่วนอากาศยาน เพื่อรองรับการเป็นฐานการผลิตอุตสาหกรรมแห่งอนาคต

นอกจากนี้ยีงมีการพัฒนาท่าเรือพาณิชย์สัตหีบ ซึ่งเป็นที่จอดเรือรบและฐานส่งกำลังบำรุง แท่นขุดเจาะน้ำมัน และขนส่งผู้โดยสาร โดยมีแผนการพัฒนาท่าเรือน้ำลึกจุกเสม็ดให้เป็นจุดจอดเรือยอร์ช เรือสำราญ และเรือข้ามฟาก เพื่อเชื่อมต่อการเดินทางของฝั่งอ่าวไทยและอันดามัน พัทยา-จุกเสม็ด-ชะอำ โดยจะสามารถล่องเรือจากสัตหีบไปหัวหินภายใน 1 ชั่วโมง จากเดิมใช้เวลาทางบก 4-5 ชั่วโมง

ส่วนการพัฒนาท่าเรือแหลมฉบังให้ทันสมัย รองรับการขนส่งสินค้า 11.1 ล้านบีทียูต่อปี และหากพัฒนาท่าเรือแหลมฉบังเฟส 3 จะรองรับตู้สินค้าเพิ่มเติมอีก 8 ล้านบีทียูต่อปี

ทั้งนี้ โครงการดังกล่าว นายกรัฐมนตรีได้มอบหมายให้นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี กระทรวงอุตสาหกรรม และกระทรวงคมนาคม จัดทำแผนเพื่อพัฒนาให้แล้วเสร็จภายในระยะเวลา 3 เดือน โดยจะต้องครอบคลุมรอบด้านรวมถึงด้านสิ่งแวดล้อม เบื้องต้นคาดว่าจะใช้งบประมาณการลงทุนไม่ต่ำกว่า 3 แสนล้านบาท

นอกจากนี้ ครม.ยังเห็นชอบการต่อสัญญาเช่าที่ราชพัสดุ สำหรับใช้ประกอบธุรกิจโรงกลั่นของบริษัท ไทยออยล์ จำกัด (มหาชน) ในอำเภอศรีราชา จังหวัดชลบุรี โดยเช่าเพิ่มเติมอีกเป็นระยะเวลา 30 ปี โดยไทยออยล์มุ่งลงทุน 1.2 แสนล้านบาท พัฒนาโรงกลั่นในการอนุกรักษ์ส่ิงแวดล้อม (Green Fuel)

กลับขึ้นด้านบน