สั่งพักงาน ตร.ทางหลวง เรียกตรวจรถกะทันหันชนท้าย 3 คันรวด

สั่งพักงาน ตร.ทางหลวง เรียกตรวจรถกะทันหันชนท้าย 3 คันรวด

สั่งพักงาน ตร.ทางหลวง เรียกตรวจรถกะทันหันชนท้าย 3 คันรวด

รูปข่าว : สั่งพักงาน ตร.ทางหลวง เรียกตรวจรถกะทันหันชนท้าย 3 คันรวด

จากอุบัติเหตุรถบรรทุกชนรถเก๋งต่อกัน 3 คัน เนื่องจากตำรวจทางหลวงโบกรถให้จอดกะทันหัน รองผู้บังคับการตำรวจทางหลวง ยืนยันไม่ใช่ด่านลอยเป็นการปฏิบัติหน้าที่ปกติ ด้าน ผบ.ตร. สั่งพักงาน 2 ตำรวจ พร้อมตั้งคกก.สอบข้อเท็จจริง หากผิดจริงต้องลงโทษทางวินัย-อาญา

วันนี้ (29 ม.ค.2561) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า มีการเผยแพร่ข้อความและคลิปวีดิโอในสื่อสังคมออนไลน์ โดยผู้ใช้เฟซบุ๊กที่ชื่อว่า "Hawa Hawax" ระบุว่า เหตุเกิดในพื้นที่ ต.บ้านเลน อ.บางปะอิน จ.พระนครศรีอยุธยา โดยสาเหตุที่ต้องหยุดรถกะทันหัน เนื่องจากมีตำรวจ 2 นาย ยืนโบกรถอยู่กลางถนน และรถสีขาวคันหน้าเบรกกะทันหัน แม้จะหยุดรถได้ แต่ถูกรถบรรทุก ที่ตามมาด้านหลังชนท้าย ทำให้รถกระเด็นไปชนรถคันหน้า


โดยเหตุการณ์ครั้งนี้ ทำให้ผู้เสียหายได้รับบาดเจ็บหางตาแตก ซึ่งภายหลังได้รับการปฐมพยาบาล พร้อมเข้าแจ้งความที่สถานีตำรวจภูธรบางปะอิน สาขาเชียงรากน้อย ซึ่งผู้เสียหายโพสต์ข้อความ ระบุว่า เบื้องต้น บริษัทประกันภัยของรถบรรทุก จะรับผิดชอบรถและเครื่องดนตรีท้ายรถที่ได้รับความเสียหาย แต่ยังไม่ชัดเจนว่า สามารถจ่ายตามจริงได้มากน้อยเพียงใด เนื่องจากในวันเกิดเหตุนอกจากความเสียหายที่เกิดขึ้นกับตัวรถ เครื่องดนตรี การบาดเจ็บ ยังสูญเสียรายได้จากงานเล่นดนตรีที่มีการว่าจ้างไว้ รวมถึงต้องลางานประจำ เพื่อตรวจเช็คร่างกายอย่างละเอียด

ทั้งนี้ สถานีตำรวจทางหลวง 1 กองกำกับการ 1 กองบังคับการตำรวจทางหลวง จ.พระนครศรีอยุธยา เตรียมเรียกตำรวจทั้ง 2 นาย เข้าชี้แจงขั้นตอนการปฏิบัติงานว่า ได้ดำเนินการถูกต้องเหมาะสมหรือไม่

แม้ว่าในช่วงท้ายของคลิปวิดีโอดังกล่าว ตำรวจจะบอกว่า ต้องการจะเรียกให้รถบรรทุกที่เป็นสาเหตุของอุบัติเหตุจอด เพื่อจับปรับฐานขับรถเร็วเกินกำหนดและไม่วิ่งเลนซ้าย แต่ลักษณะการเรียกรถให้หยุดก็ทำให้คนขับรถคันอื่นเกิดการเข้าใจผิดได้ด้วยเช่นกัน โดยคาดว่าจะทราบผลภายใน 1 ถึง 2 สัปดาห์นี้


ส่วนรถยนต์คู่กรณีทั้ง 2 คันนั้น หลังเกิดอุบัติเหตุเจ้าของรถได้ลงบันทึกประจำวันไว้ที่สถานีตำรวจภูธรบางปะอิน เพื่อดำเนินการเรื่องการประกันภัย ซึ่งพนักงานสอบสวนจะเรียกผู้เกี่ยวข้องมาสอบสวนอีกครั้ง


รอง ผบก.ทล. ยันไม่ใช่ด่านลอย ปฏิบัติหน้าที่ปกติ

พ.ต.อ.เอกราช ลิ้มสังกาศ รองผู้บังคับการตำรวจทางหลวง กล่าวว่า การตรวจของตำรวจทางหลวงในทางปฏิบัติมี 2 รูปแบบ คือ การตรวจโดยรถตรวจ เป็นการรับผิดชอบพื้นที่ประจำวัน โดยการขับรถออกตรวจตรา กวดขัน จับกุม หากพบผู้กระทำผิด แล้วจะเรียกจอด เพื่อตักเตือนหรือออกใบสั่ง หรือออกประจำจุดที่มีความเสี่ยงในการเกิดอุบัติเหตุ เพื่อความปลอดภัยบนท้องถนน ส่วนนี้เป็นการปฏิบัติหน้าที่ตามปกติ ไม่เรียกว่าเป็นการตั้งด่าน


อีกรูปแบบ คือ การตั้งด่านตามแนวทางของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ คือ การใช้เจ้าหน้าที่ตำรวจในจำนวนที่เหมาะสม ประกอบกับอุปกรณ์ป้ายต่าง ๆ ทำการตรวจจับกุม บนเส้นทางหรือบนถนนทั่วไป ทำการตรวจวัดแอลกอฮอล์ ตรวจจับความเร็ว คือ การตั้งด่านที่ต้องปฏิบัติให้เป็นไปตามระเบียบของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ
ส่วนเหตุที่เกิดขึ้นในครั้งนี้ เบื้องต้น เป็นการปฏิบัติหน้าที่ตามปกติ เรียกว่า เป็นระเบียบปฏิบัติประจำวันของตำรวจทางหลวงนายนั้น เนื่องจากในเส้นทางถนนหมายเลข 347 ในช่วงที่เกิดอุบัติเหตุ ได้รับการร้องเรียนจากประชาชนว่ามีรถบรรทุกวิ่งเลนขวาแล้ววิ่งด้วยความเร็วจำนวนมาก

โดยก่อนเกิดเหตุ เจ้าหน้าที่ทั้ง 2 นาย ได้เรียกจับกุมพร้อมออกใบสั่งรถบรรทุกไปก่อนแล้ว 2-3 คัน ซึ่งในคลิปจะเห็นว่ามีรถบรรทุกขับตามหลังรถเก๋ง 2 คันในเลขขวา โดยที่เลนซ้ายไม่มีรถเลย ซึ่งโดยปกติรถบรรทุกจะต้องวิ่งในช่องทางซ้ายด้วยความเร็วตามที่กฎหมายกำหนดเพื่อไม่ให้เกิดอุบัติเหตุ ทั้งนี้เจ้าหน้าที่ตำรวจพร้อมช่วยเหลือ ติดตามดูแลผู้ที่ได้รับความเสียหายจากอุบัติเหตุในครั้งนี้

สั่งพักงาน 2 ตำรวจโบกรถกะทันหัน พร้อมตั้ง คกก. สอบ

พ.ต.อ.กฤษณะ พัฒนเจริญ รองโฆษก ตร. กล่าวว่า จากที่ได้รับรายงานเบื้องต้นทราบว่าก่อนหน้านี้ตำรวจทางหลวงพระนครศรีอยุธยา ได้รับการร้องเรียนจากผู้ใช้รถใช้ถนนว่า เส้นทางดังกล่าวมีรถบรรทุกวิ่งในช่องทางเดินด้านขวา ในลักษณะแช่เป็นเวลานาน ทำให้เกิดปัญหาการจราจรจึงได้ออกแผนการตรวจและจับผู้กระทำความผิด ซึ่งในวันเกิดเหตุน่าจะเกิดจากความผิดพลาดในการปฏิบัติหน้าที่ทำให้เกิดอุบัติเหตุ ซึ่งหลังเกิดเหตุตำรวจทางหลวงพระนครศรีอยุธยา เรียกรถยนต์กู้ชีพนำผู้บาดเจ็บส่งโรงพยาบาล และไปแจ้งความที่สถานีตำรวจ


รองโฆษก ตร. กล่าวอีกว่า การดำเนินการทางวินัยตำรวจทั้งสองนาย ผู้บังคับบัญชามีคำสั่งให้หยุดปฏิบัติหน้าที่ และให้รายงานตัวที่ บก.ทล.พร้อมทั้งตั้งคณะกรรมการสืบสวนข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการปฏิบัติหน้าที่ว่ามีการกระทำผิดวินัย หรือกฎระเบียบอย่างไรบ้าง

ด้าน พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา ผบ.ตร. เน้นย้ำให้การปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ตำรวจต้องอยู่ภายใต้กรอบของกฎหมาย ระเบียบ คำสั่ง และข้อบังคับที่กำหนด อย่างเคร่งครัด ส่วนของเจ้าหน้าที่ตำรวจคนอื่นที่ยังไม่ปฏิบัติตามคำสั่ง หรือปฏิบัติงานไม่สนองนโยบายของผู้บังคับบัญชา ก็จะไม่เข้าข้างอยู่แล้ว หากผลการตรวจสอบข้อเท็จจริงพบว่ามีความผิดก็จะดำเนินการทั้งทางวินัยและทางอาญาอย่างเด็ดขาด

 

 

 

กลับขึ้นด้านบน