ศาลปกครอง ยืนคดี "ป้าทุบรถ" สั่งปรับ ผอ.เขตประเวศ 5,000 บาท

ศาลปกครอง ยืนคดี "ป้าทุบรถ" สั่งปรับ ผอ.เขตประเวศ 5,000 บาท

ศาลปกครอง ยืนคดี "ป้าทุบรถ" สั่งปรับ ผอ.เขตประเวศ 5,000 บาท

รูปข่าว : ศาลปกครอง ยืนคดี "ป้าทุบรถ" สั่งปรับ ผอ.เขตประเวศ 5,000 บาท

ศาลปกครองสูงสุด มีคำสั่งยืนตามคำสั่งของศาลปกครองกลาง แผนกคดีสิ่งแวดล้อมให้ ผอ.เขตประเวศชำระค่าปรับต่อศาลเป็นเงิน 5,000 บาท ในคดีป้าทุบรถ โดยให้ชำระภายใน 30 วัน เนื่องจากแก้ปัญหาล่าช้าถึง 4 ปี

วันนี้ (8 มี.ค.2562) ผู้สื่อข่าวรายงานว่าเมื่อวานนี้ (7 มี.ค.) ศาลปกครองกลาง แผนกคดีสิ่งแวดล้อม ได้อ่านคำสั่งของศาลปกครองสูงสุด ในคดีที่น.ส.บุญศรี แสงหยกตระการ กับพวกรวม 4 คน ผู้ฟ้องคดี ยื่นฟ้องผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร กับพวกรวม 4 คน ผู้ถูกฟ้องคดี คดีป้าทุบรถ

โดยคดีนี้ศาลปกครองกลาง แผนกคดีสิ่งแวดล้อม ได้มีคำสั่งเกี่ยวกับการปฏิบัติตามคำบังคับของศาลปกครองให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 (ผู้อำนวยการเขตประเวศ) ชำระค่าปรับต่อศาลเป็นเงินจำนวน 5,000 บาท ภายใน 30 วันนับแต่วันที่ได้รับแจ้งคำสั่งศาล เนื่องจากมิได้ปฏิบัติตามคำบังคับของศาลปกครองให้ถูกต้องครบถ้วน หรือปฏิบัติล่าช้าเป็นไปโดยไม่มีเหตุอันสมควร ซึ่งผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 ยื่นอุทธรณ์คำสั่งดังกล่าวของศาลปกครองกลาง

ศาลปกครองสูงสุดมีคำสั่งที่ คส.3/2562  วินิจฉัยว่า ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 ได้รับแจ้งคำสั่งของ ศาลที่กำหนดมาตรการหรือวิธีการเพื่อบรรเทาทุกข์ชั่วคราวก่อนการพิพากษาเมื่อวันที่ 5 ส.ค.2556 อันเป็นช่วงเวลาก่อนที่จะเกิดเหตุการณ์เมื่อวันที่ 18 ก.พ.2561

 

แม้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 จะได้ชี้แจง ต่อศาลว่าได้มีการดำเนินการและปฏิบัติให้เป็นไปตามคำสั่งศาลแล้วก็ตาม แต่จากรายงานของสำนักบังคับคดีปกครองที่ได้ออกตรวจสถานที่พิพาทหลายครั้งและแจ้งต่อศาลเป็นระยะว่า ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 ยังคงมิได้ปฏิบัติให้เป็นไปตามคำสั่งศาลให้ถูกต้องครบถ้วนและปฏิบัติล่าช้า เช่น ยังคงปรากฏว่ามีการนำสินค้ามาวางจำหน่ายในที่และทางสาธารณะบริเวณโดยรอบบ้านของผู้ฟ้องคดีทั้งสี่และมีการทิ้งสิ่งปฏิกูลลงในท่อ ระบายน้ำทำให้เกิดการอุดตันของท่อระบายน้ำ เป็นต้น

ซึ่งสอดคล้องกับคำแถลงของผู้ฟ้องคดีทั้งสี่ต่อศาล ว่า ผู้ถูกฟ้องคดีที่  2 มิได้ปฏิบัติให้เป็นไปตามคำสั่งดังกล่าวของศาลและการประกอบกิจการตลาดพิพาทยังคงก่อให้เกิดเหตุเดือดร้อนรำคาญแก่ผู้ฟ้องคดีทั้งสี่อย่างต่อเนื่องมาโดยตลอด กรณีจึงรับฟังได้ว่า ผู้ถูกฟ้องคดีที่  ปฏิบัติราชการแทนผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 ในฐานะเจ้าพนักงานท้องถิ่น มิได้ดำเนินการใช้บังคับกฎหมายอย่างเคร่งครัดและต่อเนื่อง

 

 

จนกระทั่งเกิดเหตุการณ์เมื่อวันที่ 18 ก.พ.2561  ภายหลังจากเหตุการณ์ในครั้งดังกล่าว ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 จึงได้มีการกำหนดมาตรการหรือวิธีการดำเนินการตามลำดับขั้นตอนในการปฏิบัติให้เป็นไปตามคำสั่งของศาลที่กำหนดมาตรการหรือวิธีการคุ้มครอง เพื่อบรรเทาทุกข์ชั่วคราวก่อนการพิพากษาอย่างชัดเจน ตลอดจนได้มีการติดตามการดำเนินการในการปฏิบัติตามมาตรการดังกล่าวอย่างเคร่งครัดและต่อเนื่องเพื่อให้เกิดผลอย่างเป็นรูปธรรม จนกระทั่งไม่มีผู้ค้า นำสินค้ามาวางจำหน่ายและตั้งวางสิ่งของบริเวณรอบบ้านพักอาศัยของผู้ฟ้องคดีทั้งสี่ หากผู้ถูกฟ้องคดี ที่ 2 ไม่ละเลยและดำเนินการบังคับใช้กฎหมายอย่างเคร่งครัดและต่อเนื่องเพื่อให้การปฏิบัติตามคำสั่งศาลเป็นไปอย่างถูกต้องนับตั้งแต่เมื่อได้รับแจ้งคำสั่งศาลในวันที่ 5 ส.ค.2556 ปัญหาข้อพิพาทต่างๆ

ในระหว่างการพิจารณาพิพากษาคดีโดยเฉพาะเหตุการณ์เมื่อวันที่ 18 ก.พ.2561 อันจะก่อให้เกิดความเดือดร้อนรำคาญแก่ผู้ฟ้องคดีทั้ง 4 ที่เกิดจากการจัดตั้งตลาดพิพาทย่อมไม่เกิดขึ้น ประกอบกับเมื่อนับระยะเวลาตั้งแต่วันที่ศาลมีคำสั่ง คือ วันที่ 1 ส.ค.2556 จนถึงวันที่ศาลนัดไต่สวนในวันที่ 2 มึ.ค.2561  นับเป็นระยะเวลากว่า 4 ปีเศษ ซึ่งเป็นระยะเวลานานพอสมควร

ดังนั้น จึงถือได้ว่าผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 โดยผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 ได้ดำเนินการให้เป็นไปตามคำสั่งกำหนดมาตรการหรือวิธีการคุ้มครอง เพื่อบรรเทาทุกข์ชั่วคราวก่อนการพิพากษา ลงวันที่ 1 ส.ค.2556 โดยปฏิบัติล่าช้าเกินสมควร และเมื่อข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า การที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 มิได้ปฏิบัติตามคำบังคับของศาลปกครองให้ถูกต้องครบถ้วนหรือปฏิบัติล่าช้าเป็นไปโดยไม่มีเหตุอันสมควร

 

 

ระบุยืนตามศาลชั้นต้นให้เสียค่าปรับศาล 5,000 บาท 

ศาลปกครอง ย่อมมีอำนาจกำหนดคำบังคับให้ชำระค่าปรับต่อศาลตามจำนวนที่สมควร ครั้งละไม่เกิน 50,000 บาท การที่ศาลปกครองกลางมีคำสั่งเกี่ยวกับการปฏิบัติตามคำบังคับของศาลปกครอง ให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 ชำระค่าปรับต่อศาลเป็นเงินจำนวน 5,000 บาท โดยให้ชำระภายใน 30 วัน นับแต่วันที่ได้รับแจ้งคำสั่งศาล จึงเป็นจำนวนเงินค่าปรับที่เหมาะสมกับสัดส่วน ความรับผิดของผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 และตามสมควรแก่กรณีแล้ว ซึ่งผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 ก็ได้นำเงินจำนวนดังกล่าวมาชำระค่าปรับต่อศาล อันถือได้ว่าผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 ได้ปฏิบัติตามคำสั่งศาลถูกต้องครบถ้วนแล้ว

 

ศาลปกครองสูงสุด ไม่จำต้องพิจารณาในประเด็นที่ขอให้ระงับการปฏิบัติตามคำสั่งของศาลปกครองกลาง อีกต่อไป ดังนั้น การที่ศาลปกครองกลางมีคำสั่งเกี่ยวกับการปฏิบัติตามคำบังคับของศาลปกครอง ให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 ชำระค่าปรับต่อศาล เป็นเงิน 5,000 บาบาท โดยให้ชำระภายใน 30 วัน นับแต่วันที่ได้รับแจ้งคำสั่งศาล หากผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 ไม่ชำระค่าปรับ ศาลอาจมีคำสั่งให้มีการบังคับคดีแก่ทรัพย์ สินของผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 ทั้งนี้ ตามมาตรา 75/4 วรรคหนึ่ง วรรคสาม และวรรคสี่ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2552 แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 8) พ.ศ. 2559นั้น ศาลปกครองสูงสุดเห็นพ้องด้วย

ศาลปกครองสูงสุดจึงมีคำสั่งยืนตามคำสั่งของศาลปกครองกลาง

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง

ป้าทุบรถไม่ยอมจ่ายค่าเสียหาย ชี้คู่กรณีก็มีส่วนผิด

"ขวานทุบรถ" เปลี่ยนชีวิต 10 ปี การต่อสู้กับตลาดไร้ใบอนุญาต

 ศาลปกครองเตือนผู้ว่าฯ กทม.-ผอ.เขตประเวศ ปฏิบัติตามคำสั่งคุ้มครองบ้านทุบรถ

 

กลับขึ้นด้านบน