มีเชื้อโรค! เตือนกินฉี่-ใช้ทาหน้าไร้ประโยชน์ น้อยกว่ากินข้าวหนึ่งคำ

มีเชื้อโรค! เตือนกินฉี่-ใช้ทาหน้าไร้ประโยชน์ น้อยกว่ากินข้าวหนึ่งคำ

มีเชื้อโรค! เตือนกินฉี่-ใช้ทาหน้าไร้ประโยชน์ น้อยกว่ากินข้าวหนึ่งคำ

รูปข่าว : มีเชื้อโรค! เตือนกินฉี่-ใช้ทาหน้าไร้ประโยชน์ น้อยกว่ากินข้าวหนึ่งคำ

หมอแล็บแพนด้า เตือนกินปัสสาวะ-ทาหน้า-ทาแผลไร้ประโยชน์ มีธาตุอาหารน้อยกว่าการกินข้าวหนึ่งคำ ท้าหากได้ผลคงมีการวิจัยนานแล้ว ระบุสมัยโบราณมีการใช้น้ำปัสสาวะจากวัวมาผสมสมุนไพรเพื่อการรักษาโรค

วันนี้ (22 ส.ค.2562) ผู้สื่อข่าวรายงาน ทนพ.ภาคภูมิ เดชหัสดิน นักเทคนิคการแพทย์ชื่อดัง เจ้าของเพจหมอแล็บแพนด้า โพสต์คลิปความยาว 3.29 วินาที ว่าของมาถึงจุดที่ต้องเตือนไม่ให้คนกินเยี่ยวกันแล้วหรือฮานาก้าาาาาาาาา!!!!

โดยระบุว่า วันนี้ทนไม่ไหวจริงๆ เห็นคนนำปัสสาวะมาดื่ม มาทาหน้า ทาแผล บางคนนำมาหยอดตาเพราะไปเชื่อสูตรโบราณ แต่ก่อนคนโบราณอาจนำปัสสาวะวัว และนำผสมมาดองกับสมุนไพร เป็นยารักษาโรค เพราะสมัยก่อนเราไม่เข้าใจว่าแต่ละโรคเกิดจากอะไร ต้องใช้อะไรรักษา ได้ผลบ้างไม่ได้บ่าง ลองไปเรื่อย ถูกบ้างผิดบ้าง แต่ความรู้สมัยนี้เราก้าวไกลจนออกนอกอวกาศ


เรารู้ว่าปัสสาวะประกอบด้วยน้ำ 95% ยูเรีย 2.5% และแร่ธาตุอื่นๆ อีก 2.5% มันมีเยอะทั้งมีโซเดียม แมกนิเซียม และถ้าสกัดมาแต่ละตัวเป็นประโยชน์จริง แต่มันน้อยมาก น้อยกว่าในอาหารที่มีสารอาหารพวกนี้แค่คำเดียว มากกว่ากินดื่มปัสสาวะ

ส่วนที่ทาหน้าแล้วบอกว่ารู้สึกนุ่มนั้นแน่นอนมียูเรีย แต่ครีมราคาถูก ยังมีมากกว่าใช้ปัสสาวะมาทาอีก บางคนเอามาหยดใส่แผล ซึ่งประสบการณ์ทำงานที่ต้องตรวจปัสสาวะทุกวันพบมีทั้งแบคทีเรีย มีเลือดปะปน มีเชื้อโรค หากนำมาเพาะเชื้อก็เจอเชื้อโรค ส่วนที่บอกว่าหยดแล้วเลือดหยุดไหล ไม่ใช่ก็หยุดไหลเพราะว่าร่างกายมีกระบวนการห้ามเลือด ทำให้เลือดหยุดไหล

แม้ว่าจะไม่มีโทษร้ายแรง แต่ก็ไม่มีประโยชน์ที่ชัดเจน ถ้าแน่จริงถ้าอยากทำให้เป็นยา ต้องทดลองในห้องแลป และทดลองในสัตว์ ทดลองในคนว่ารักษาโรคได้จริงหรือไม่ แต่ไม่มีใครวิจัยเพรารู้ว่ามันไม่ได้ผล มีแค่ทางใจเหมือนกับการกินยาที่มีแต่แป้งและอุปทานว่าหาย 
ภาพ:เฟซบุ๊ก หมอแล็บแพนด้า

ภาพ:เฟซบุ๊ก หมอแล็บแพนด้า

 

ชี้ต้องทดลอง-อย่างมงาย

ทั้งนี้หมอแลบแพนด้า ยังโพสต์ข้อความอีกว่า "เอาหน้าสด มาให้ดูค่ะ" กับสเปรย์น้ำยูรีน (น้ำปัสสาวะ) ก็ประมาณนี้ล่ะค่ะ แต่ขอบตาไม่หายดำนะ 55555 คิดดูว่าถ้าหากดื่มทุกวันจะเป็นอย่างไร เราไม่งมงายค่ะ เป็นนักวิทยาศาสตร์ด้วยตัวเอง คือการทดลองค่ะ 

อูยยยย แสบหน้าค่ะ อาจเพราะแผลสิวเยอะและความเป็นกรดเล็กน้อยของปัสสาวะ pH ประมาณ 6.0 แบคทีเรียในปัสสาวะก็อาจจะเข้าแผลเล็กๆบนใบหน้าบ้างก็ไม่น่าจะเป็นไรค่ะ ปล่อยไปตามธรรมชาติหลายคนอาจจะสงสัยว่า ทำไมครีมดีๆที่ทั่วโลกเขาวิจัยมาแล้วว่าได้ผล มีสารบำรุงผิวและวิตามินเยอะกว่าปัสสาวะทำไมไม่ใช้

 

เปิดผลทดลองการแพทย์ทางเลือก

จากการตรวจสอบข้อมูลจากกองแพทย์ทางเลือก กรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางลือก ระบุว่า ในการศึกษาการใช้น้ำมูตรบำบัดในเครือข่ายชาวอโศกเพื่อศึกษาปัสสาวะบำบัด หรือน้ำมูตรบำบัด (Urine therapy) หรือการใช้ปัสสาวะของตัวเอง เพื่อวัตถุประสงค์ในการรักษาโรค และส่งเสริมสุขภาพในกลุ่มชาวอโศก เพื่อทราบถึงวิธีใช้ เหตุผลที่ใช้ และผลข้างเคียงจากการใช้ปัสสาวะบำบัด  

กลุ่มตัวอย่างได้แก่ ชุมชนชาวอโศกที่มีการใช้น้ำปัสสาวะบำบัด 204 คน โดยใช้แบบสอบถามที่ผู้วิจัยได้พัฒนาขึ้นเองกับชาวชุมชนอโศกที่สมัครใจ นำข้อมูลมาวิเคราะห์กลุ่มตัวอย่าง อายุเฉลี่ย 51 ปี เป็นหญิง 61.3% คน ส่วนใหญ่เป็นนักปฏิบัติธรรม 40.7% กลุ่มตัวอย่างทราบข้อมูลเรื่องปัสสาวะบำบัดมาจากพระ 46% จากญาติธรรม 40% จากการอ่านหนังสือ 36% และจากพระไตรปปิฎก 29% สำหรับวิธีการใช้ ใช้ดื่ม 96%

โดยเฉลี่ยดื่มครั้งละ 1 แก้ว 1 ครั้งวัน ใช้ทา 28% ใช้หยอดตา 32% ใช้สระผม 19% ใช้อาบ 12% ส่วนสา เหตุหลักที่จูงใจให้ใช้ำน้ำมูตรบำบัด 58% ตอบทำตามคำสอนของพระพุทธเจ้า 38% ตอบมีผู้แนะนำให้ใช้ และ 29% คิดว่าไม่มีผลข้างเคียง ระยะเวลาที่ใช้เฉลี่ย 6.2(6.2) ปี โดยที่ 52% ใช้ปัสสาวะบำบัดเพื่อรักษาโรค 40% ใช้เพื่อให้มีสุขภาพดี แข็งแรง และ 31% ใช้เพื่อป้องกันโรค

ผลข้างเคียงและอาการไม่พึงประสงค์หลังใช้น้ำมูตรบำบัด พบว่าส่วนใหญ่ 85% ไม่มีอาการ 10% มีอาการ คือ ท้องเสีย 5 คน ไข้ อ่อนล้า คัน อย่างละ 2 คน ส่วนใหญ่ของผู้ใช้ 87% ตอบได้ผลจากการใช้น้ำปัสสาวะบำบัด และ 84% ได้แนะนำให้ผู้อื่นใช้ด้วย
กลับขึ้นด้านบน