สธ.จับมือเอกชน เพิ่มช่องทางจำหน่ายสมุนไพร ดันสู่ตลาดโลก

สธ.จับมือเอกชน เพิ่มช่องทางจำหน่ายสมุนไพร ดันสู่ตลาดโลก

สธ.จับมือเอกชน เพิ่มช่องทางจำหน่ายสมุนไพร ดันสู่ตลาดโลก

รูปข่าว : สธ.จับมือเอกชน เพิ่มช่องทางจำหน่ายสมุนไพร ดันสู่ตลาดโลก

"อนุทิน" ชวนคนไทยใช้ของไทย เลิกใช้แบรนด์เนม จับมือ 2 เอกชนรายใหญ่ เพิ่มช่องทางวางจำหน่าย ผลักดันสมุนไพรไทย อันดับ 1 ในอาเซียน ย้ำ อย. ขึ้นทะเบียนผลิตภัณฑ์ไร้สารพิษภายใน 1 วัน แต่หากไม่ปลอดภัยเอาผิดใน 1 ชม.

วันนี้ (22 ส.ค.2562) นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) แถลงนโยบายการพัฒนาสมุนไพรไทยสร้างเศรษฐกิจของรัฐบาล ในโครงการนำสมุนไพรไทยคุณภาพสู่ตลาดโลก และเป็นประธานพิธีลงนามความร่วมมือระหว่างนพ.มรุต จิรเศรษฐสิริ อธิบดีกรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก และ นางสาววิมลกานต์ โกศุมาตร รองผู้อำนวยการสำนักส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) เพื่อสนับสนุน ส่งเสริมความร่วมมือพัฒนาผู้ประกอบการผลิตภัณฑ์สมุนไพรไทยตั้งแต่ต้นทางถึงปลายทาง

 

นายอนุทิน บอกว่า สมุนไพรไทยสามารถสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจให้กับประเทศจาก 180,000 ล้านบาทในปี 2559 เป็น 280,168 ล้านบาทในปี 2561 และถูกจัดเป็นประเทศที่มีการเติบโตทางเศรษฐกิจสมุนไพรเป็นอันดับ 8 ของโลก ซึ่งแผนแม่บทว่าด้วยการพัฒนาสมุนไพรแห่งชาติ ฉบับที่ 1 (พ.ศ.2560-2564) ตั้งเป้าเพิ่มมูลค่าการใช้สมุนไพรให้ได้ 360,000 ล้านบาท จึงต้องพัฒนาเพิ่มเติม

โดยกำชับให้สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) เร่งพิจารณาขึ้นทะเบียนผลิตภัณฑ์สุขภาพต้องดำเนินการอย่างรวดเร็ว หากตรวจสอบ พบว่า ปลอดภัยไม่มีสารพิษต้องอนุมัติภายใน 1 วัน หากพบสารพิษเอาผิดภายใน 1 ชั่วโมง

 

เรื่องนี้ต้องทำให้เร็ว เป็นอีโคโนมี สปีด เพื่อให้สามารถแข่งขันทางการตลาดกับประเทศอื่นๆ ได้ และจ่ายภาษีนำเม็ดเงินเข้าประเทศ ซึ่งวันนี้ มีความร่วมมือกับทางบริษัท คิง เพาเวอร์ อินเตอร์เนชันแนล จำกัด เพื่อวางผลิตภัณฑ์สมุนไพรให้กับนักท่องเที่ยวต่างชาติซื้อ ส่วนความร่วมมือกับบริษัท ซีพีออลล์ จำกัด (มหาชน) ก็เพื่อตีตลาดไทย เพราะประเทศไทยมีของดีเยอะ เพื่อเศรษฐกิจของประเทศ

อยากให้คนไทยเลิกเห่อของนอก บ้าแบรนด์เนม ทั้งที่ของก็เหมือนๆ กัน แต่ทำไมต้องไปจ่ายเพิ่มเป็น 10 เท่า หันมาใช้ของไทย เมดอินไทยแลนด์ เงินหมุนเวียนภายในประเทศ เศรษฐกิจก็เดินหน้า

แต่สิ่งที่ต้องพัฒนา คือ การจะตีตลาดโลกได้ ต้องจัดทำบรรจุภัณฑ์ให้สวยงาม น่าเชื่อถือ น่าซื้อไปเป็นของฝาก เพราะต้องยอมรับว่าบรรจุภัณฑ์ที่ดี สามารถเพิ่มมูลค่าได้ ของเราดี ก็สามารถตั้งราคาสูงได้ และต้องไม่ทิ้งเรื่องคุณภาพ

 

ปัจจุบันตลาดสมุนไพรในโลกมีมูลค่ากว่า 1 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ และผลิตภัณฑ์ที่ได้รับความนิยมสูง คือ อาหารเสริมและเวชสำอาง โดยปี 2561 ไทยมีมูลค่าการบริโภคสมุนไพรและผลิตภัณฑ์สมุนไพร 2.8 แสนล้านบาท มูลค่าการส่งออก 2.24 พันล้านบาท โดยขมิ้นชัน ได้รับความนิยมจากตลาดโลก มูลค่าการตลาดประมาณ 570 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือ ประมาณ 1.82 หมื่นล้านบาท

สำหรับความร่วมมือกับบริษัทกระจายผลิตภัณฑ์สมุนไพรรายใหญ่ 2 ราย คือ คิง เพาเวอร์ เน้นกลุ่มนักท่องเที่ยวที่เดินทางด้วยเครื่องบิน ก็ต้องปรับขนาดผลิตภัณฑ์ให้สวยงาม สามารถหิ้วขึ้นเครื่องได้ คือ ไม่เกิน 100 ซีซี ส่วนซีพีออลล์ เน้นกลุ่มคนไทย ก็จะปรับรูปแบบขนาดเล็ก ราคาจับต้องได้ ซึ่งมีบริษัทผู้ผลิตสมุนไพรไทยผ่านเกณฑ์ส่งสินค้ามาจำหน่าย 11 แห่ง 

กลับขึ้นด้านบน