สธ.ไม่ยืนยันเชื้อไวรัสโคโรนาแพร่ "ทางอากาศ" ได้

สธ.ไม่ยืนยันเชื้อไวรัสโคโรนาแพร่ "ทางอากาศ" ได้

สธ.ไม่ยืนยันเชื้อไวรัสโคโรนาแพร่ "ทางอากาศ" ได้

รูปข่าว : สธ.ไม่ยืนยันเชื้อไวรัสโคโรนาแพร่ "ทางอากาศ" ได้

กระทรวงสาธารณสุข ชี้ยังไม่มีหลักฐานยืนยันเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ 2019 แพร่ทางอากาศได้ แต่การแพร่กระจายเชื้อยังมาจากละอองฝอยน้ำลาย จากการไอ จาม แนะประชาชนสวมหน้ากากอนามัย ร่วมกับหมั่นล้างมือ ช่วยลดความเสี่ยงรับเชื้อเข้าร่างกายได้

วันนี้ (10 ก.พ.2563) นพ.ยงยศ ธรรมวุฒิ รองปลัดกระทรวงสาธารณสุข พร้อมด้วย นพ.ทวีศิลป์ วิษณุโยธิน สาธารณสุขนิเทศก์ เขตสุขภาพที่ 10 และโฆษกกระทรวงสาธารณสุข นพ.โสภณ เอี่ยมศิริถาวร ผู้อำนวยการกองโรคติดต่อทั่วไป แถลงสถานการณ์ไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ 2019 โดยภาพรวม ผู้ป่วยยืนยันติดเชื้อรักษาในโรงพยาบาล 22 คน กลับบ้านแล้ว 10 คน รวมสะสม 32 คน

ผู้ป่วยเข้าเกณฑ์สอบสวนโรคต้องเฝ้าระวัง ตั้งแต่วันที่ 3 ม.ค.-  9 ก.พ.ที่ผ่านมา มีผู้ป่วยเข้าเกณฑ์สอบสวนต้องเฝ้าระวังสะสมทั้งหมด 689 คน คัดกรองจากสนามบิน 51 คนมารับการรักษาที่โรงพยา บาลเอง 638 คน อนุญาตให้กลับบ้านได้แล้ว 334 คน ส่วนใหญ่เป็นไข้หวัดใหญ่ตามฤดูกาล ยังคงรักษาในโรงพยาบาล 355 คน 

ส่วนสถานการณ์ทั่วโลกใน 26 ประเทศ ข้อมูลตั้งแต่ 5 ม.ค.–9 ก.พ. พบผู้ป่วยยืนยันติดเชื้อจำนวน 40,553 คน เสียชีวิต 909 คนส่วนประเทศจีน พบผู้ป่วย 40,171 คนเสียชีวิต 907 คน

สธ.ไม่ยืนยันเชื้อโคโรนาแพร่ทางอากาศ

นอกจากนี้ นพ.โสภณ ยังระบุถึงกรณีสื่อในจีนนำเสนอว่าเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ 2019 แพร่ได้ทางอากาศ หรือ airbourn transmission ว่าเป็นคำกว้างๆ อาจทำให้เข้าใจคลาดเคลื่อนไปจากความรู้ทางการแพทย์ และเข้าใจไปว่าการติดเชื้อทางอากาศเกิดขึ้นได้ง่าย แต่ข้อมูลถูกต้องจากผู้เชี่ยวชาญจีนเองก็ย้ำต่อมาว่ายังไม่พบหลักฐานยืนยัน 

เชื้อไวรัสโคโรนา ไม่ได้ติดกันง่าย การแพร่กระจายเชื้อยังแพร่ผ่านละอองเสมหะเป็นหลัก ซึ่งผู้รับเชื้อต้องอยู่ใกล้ชิดกับผู้ไอจามในระยะ 1–2 เมตร และต้องสัมผัสกับสิ่งคัดหลั่ง เช่น น้ำมูก น้ำลาย เสมหะ เข้าร่างกายผ่านทางเยื่อเมือก จากการนำเชื้อเข้าทางปาก ตา จมูก
ภาพ:กระทรวงสาธารณสุข

ภาพ:กระทรวงสาธารณสุข

ชี้กลุ่มแพทย์-พยาบาลเสี่ยงกว่า

ทั้งนี้ในบางสถานการณ์ เช่น มีการทำหัตถการทางการแพทย์ที่ทำให้เกิดการฟุ้งกระจาย เช่น การส่องกล้องหลอดลม ดูดเสมหะจากปอด ละอองเสมหะจะเล็กลงกลายเป็นฝอยละอองขนาดเล็ก ทำให้ปลิวไปได้ไกลขึ้น ซึ่งกลุ่มเสี่ยงในสถานการณ์นี้ คือ แพทย์ พยาบาล เจ้าหน้าที่ผู้ทำหัตถการและผู้สัมผัสใกล้ชิดกับผู้ป่วย

การแพร่ผ่านละอองฝอยขนาดเล็กมากๆ ที่เรียกว่า aerosol transmision น้อยกว่า 5 ไมครอน ไม่ได้เกิดในภาวะปกติ

ดังนั้นประชาชนทั่วไปขอให้ยังคงมาตรการป้องกันตนเอง ด้วยการ ล้างมือบ่อยๆ ด้วยน้ำและสบู่ หรือเจลแอลกอฮอล์ และสวมหน้ากากอนามัยเมื่อต้องไปอยู่ในที่ชุมชน มีคนหนาแน่น จะช่วยลดความเสี่ยงการรับเชื้อเข้าสู่ร่างกายได้

 

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง

"จีน" เผยผู้ป่วยไวรัสโคโรนา นอกหูเป่ย ลดลง 5 วันติดต่อกัน

สังเกตอาการคนไทยจาก "อู่ฮั่น" ต่อเนื่อง

 



กลับขึ้นด้านบน