ครอบครัวคนไทยป่วย COVID-19 เพิ่ม 3 คน-กักตัว 50 นักเรียน

ครอบครัวคนไทยป่วย COVID-19 เพิ่ม 3 คน-กักตัว 50 นักเรียน

ครอบครัวคนไทยป่วย COVID-19 เพิ่ม 3 คน-กักตัว 50 นักเรียน

รูปข่าว : ครอบครัวคนไทยป่วย COVID-19 เพิ่ม 3 คน-กักตัว 50 นักเรียน

"อนุทิน" แถลงพบครอบครัวคนไทยป่วย COVID-19 เพิ่มอีก 3 คน เป็นชายอายุ 65 และภรรยากลับจากไปเที่ยวประเทศญี่ปุ่น และทำให้หลานชายวัย 8 ขวบติดเชื้อ ต้องสั่งให้นักเรียน 50 คนในชั้นเรียนหยุดเรียนเฝ้าระวังโรค 14 วัน ตำหนิปกปิดข้อมูลห่วงซ้ำรอยเกาหลี

วันนี้ (26 ก.พ.2563) นายอนุทิน ชาญวีรกุล รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.สาธารณสุข แถลงข่าวสถานการณ์โรคไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ 2019 (COVID-19) ในประเทศไทย ซึ่งล่าสุดจากกรณีผู้ป่วยโรงพยาบาลบี.แคร์ เมดิคอลเซ็นเตอร์ ทำให้วันนี้ตัวเลขผู้ป่วยติดเชื้อรายใหม่เพิ่ม 3 คน เป็นครอบครัวคนไทยที่เดินทางกลับจากเมืองฮอกไกโด ประเทศญี่ปุ่นแล้วป่วย

โดยเป็นชายไทยอายุ 65 ปี มีประวัติไปเที่ยวญี่ปุ่น และกลับมามีอาการไข้ 3 วัน และรับการรักษาเมื่อ 23 ก.พ.ที่ผ่านมา และผลการตรวจของผู้ป่วยคนที่ 2 เป็นภรรยาของชายคนดังกล่าว กลับมามีอาการภายในวันที่ 3 และรับการรักษาที่โรงพยาบาลบำราศนราดูร ส่วนอีกคนเป็นหลานชายอายุ 8 ปี ไม่ได้ไปต่างประเทศ แต่ใกล้ชิดกับปู่และย่า มีอาการน้อย แต่ตรวจให้ผลบวก

ผมขอตำหนิคุณปู่ที่ป่วยติดเชื้อไวรัสโคโรนา แต่ปกปิดไม่ยอมทำตามที่กำหนดไว้ว่ากลับจากประเทศเสี่ยงโรค จนกลับมาป่วย ถ้าไม่เจอโอกาสจะเป็นซุปเปอร์สเปรดเดอร์แล้ว แบบคุณป้าในเกาหลีใต้ได้ 

กักตัว 50 นักเรียนป้องกันเชื้อ 14 วัน 

นายอนุทิน กล่าวว่า ตลอดหลายสัปดาห์ที่บุคลากรสาธารณสุขทำงานเพื่อควบคุมโรคนี้ ไม่เคยปกปิดตัวเลขผู้ป่วย กระทั่งเกิดกรณีของคุณปู่คนนี้ที่ติดเชื้อข้ามประเทศหลังเดินทางกลับจากการท่องเที่ยวกับภรรยา ขณะนี้อาจจะมีคนที่เข้าระบบการตรวจนับ 100 คน จากการปกปิดข้อมูลนี้ ทั้งคนใกล้ชิดและคนที่ร่วมทริปการเดินทางกับครอบครัวนี้  

ยอมรับว่า บั่นทอนจิตใจ ไม่ใช่แค่ประชาชน แต่บั่นทอนบุคลากรการแพทย์ และพวกผม เพราะทุกคนทำงานหนักมาก ทำมาแล้วแต่ถูกแหกคอก และอวดเก่งอวดดี ไม่อยากให้เคสนี้เกิดขึ้นซ้ำรอยคนเกาหลีใต้

ส่วนโรงเรียนที่พบเด็กชายวัย 8 ขวบที่ป่วย ขณะนี้กรมควบคุมโรค ได้ส่งทีมสอบสวนโรคไปที่โรงเรียน โดยให้เด็กในชั้นเรียนทั้ง 50 คนหยุดเรียน และอยู่บ้าน 14 วันเพื่อเฝ้าระวังโรค โดยให้เจ้าหน้าที่ติดตามเป็นรายวัน

อ่านข่าวเพิ่ม ห้ามปกปิด! ทอ.เฝ้าระวังหลังพบ 2 ผู้ป่วย COVID-19 ย่านดอนเมือง 

มั่นใจไทยยังไม่ถึงขั้น "ซุปเปอร์สเปรดเดอร์"

ด้าน นพ.ธนรักษ์ ผลิพัฒน์ รองอธิบดีกรมควบคุมโรค กล่าวถึงการแพร่ระบาดแบบซุปเปอร์สเปรดเดอร์ เนื่องจากคนหนึ่งที่ติดเชื้อ สามารถแพร่เชื่อเฉลี่ยได้คราวละ 2 คน ซึ่งกรณีของเคสคุณปู่ คนที่ปกปิดการกลับจากญี่ปุ่น ซึ่งถือเป็นผู้ป่วยนำเข้าโรคนี้ ทำให้คนรอบตัวติดเชื้อ 1 คน คือ หลานชายวัย 8 ขวบ ส่วนภรรยาน่าจะติดมาจากญี่ปุ่นเช่นเดียวกัน

นอกจากนี้ ขณะนี้ขอความร่วมมือคนไทยงดเดินทางไปประเทศที่พบการระบาดของไวรัส COVID-19 ระยะที่ 3 คือการระบาดภายในประเทศชัดเจนแล้ว ครอบคลุม จีน ฮ่องกง มาเก๊า ไต้หวัน สิงคโปร์ ญี่ปุ่น และเกาหลีใต้ ส่วนยุโรป เช่น อิตาลี รวมทั้งอิหร่านที่มีการะบาดภายในประเทศชัดเจน นอกจากนี้ยังจับตาเฝ้าระวังใกล้ชิดประเทศสหรัฐอเมริกาเพิ่มเติม เพราะเข้าเริ่มระบาดระยะที่ 3 ภายในประเทศแล้ว

ส่วน นพ.สุขุม กาญจนพิมาย ปลัดกระทรวงสาธารณสุข กล่าวว่า ขณะนี้ประเทศไทยมีผู้ป่วยสะสม 40 คน โดย 24 คนหายป่วยแล้ว ล่าสุด กลับบ้านเพิ่มอีก 3 คน เป็นแม่บ้านคนไทย 1 คน และชาวจีน 1 คน ส่วนตัวเลขผู้ป่วยใหม่มีเพิ่ม 3 คน มาจากครอบครัวเดียวกันมีประวัติไปเที่ยวญี่ปุ่น 

นพ.สุขุม กล่าวอีกว่า ขณะนี้ได้ออกมาตรการห้ามบุคลากรสาธารณสุขทุกคน ห้ามเดินทางไปต่างประเทศ แต่หากมีความจำเป็นต้องไปจะต้องผ่านการตรวจคัดกรองโรคในระยะเวลา 14 วัน ส่วนครู-อาจารย์ ต้องงดเที่ยวในพื้นที่ระบาดเช่นเดียวกัน และหากไปแล้วกลับมาต้องเฝ้าระวังใน 14 วัน 

กรณีไปประเทศเสี่ยงมาจะต้องบอกกับแพทย์ หากไม่แจ้งผลร้ายจะเกิดกับครอบครัว ภรรยา ลูกหลาน ถ้ารุนแรงจะถึงขั้นเสียชีวิตได้ เช่น กรณีคุณปู่ ที่เดินทางกลับจากญี่ปุ่นที่ปล่อยไว้ 3 วันจนเกิดอาการปอดบวม และตรวจเจอเชื้อ

ออกกฎห้ามบุคลากรเดินทางประเทศเสี่ยง

เช่นเดียวกับนายอนุทิน กล่าวว่า ต้องการให้เจ้าหน้าที่ของสาธารณสุข ห้ามเดินทางไปต่างประเทศ และส่วนงานราชการขอความร่วมมือเป็นแบบอย่างกับหน่วยงานอื่นๆ รวมทั้งขอความร่วมมือบริษัททัวร์ อย่าออกโปรโมชั่นไปญี่ปุ่น 2,000-3,000 บาท เมื่อไปติดเชื้อค่ารักษานั้นแพงกว่า และอาจกลายเป็นการไปเที่ยวครั้งสุดท้าย 

ขอให้คนไทยเที่ยวในประเทศไทย ก็จะถือเป็นการช่วยเศรษฐกิจไทย เพราะการป้องกันโรคติดต่อข้ามชาติ ต้องอาศัยความร่วมมือจากประชาชนด้วย คงไม่ใช่แค่บุคลากรทางสาธารณสุขที่จะควบคุมสถานการณ์

โดยช่วงบ่ายนี้ จะมีการเซ็นรับรองโรคติดต่ออันตราย แล้วจะมีประกาศราชกิจจานุเบกษา ภายใน 2-3 วัน พร้อมย้ำว่า ตอนนี้ประเทศไทยยังไม่เข้าสู่ระยะที่ 3 อยู่ที่ระยะที่ 2 เท่านั้น

ส่วนนายสาธิต ปิตุเตชะ รมช.กระทรวงสาธารณสุข กล่าวว่า ขณะนี้ขอความร่วมมือว่าอย่าเพิ่งเดินทางไปเที่ยวในประเทศที่มีโปรโมชั่นลดค่าตั๋ว ค่าทัวร์ เพราะอาจจะเสี่ยงต่อการติดเชื้อ

เลี่ยงการชุมนุมคนเยอะเสี่ยงโรค 

นายอนุทิน กล่าวถึงกรณีที่นักศึกษาจากหลายสถาบันมีการชุมนุมแฟลชม็อบว่า อาจจะต้องขอให้ผู้ดำเนินการจัดชุมนุมควรจัดให้มีการคัดกรองโรค เหมือนกับการเข้าห้างสรรพสินค้า หรือเตรียมอุปกรณ์หน้ากากอนามัย และเจลล้างมือให้กับผู้ชุมนุมด้วย แต่ไม่ได้หมายความว่าจะไม่มีความเสี่ยง แต่ถ้าไม่อยากเสี่ยง การชุมนุม การจัดประชุม การไปเที่ยวและเดินทางไปในประเทศกลุ่มเสี่ยงขอให้เลื่อนไปจนกว่าจะกลับสู่ภาวะปกติ

 

กลับขึ้นด้านบน