ปูพรมตรวจ Active case finding ตัดตอน COVID-19 ระบาด

ปูพรมตรวจ Active case finding ตัดตอน COVID-19 ระบาด

ปูพรมตรวจ Active case finding ตัดตอน COVID-19 ระบาด

รูปข่าว : ปูพรมตรวจ Active case finding ตัดตอน COVID-19 ระบาด

เปิดสัดส่วนไทย ยังตรวจหาเชื้อไวรัสโคโรนา (COVID-19) เพียง 1,079 คนต่อประชากรหนึ่งล้านคน ตรวจพบเชื้อ 2.88% ทำให้กรมควบคุมโรค ต้องปรับแผนออกค้นหาเชิงรุก (Active case finding) นำร่องพื้นที่เสี่ยง เช่น กทม. ภูเก็ต นนทบุรี จังหวัดชายแดนภาคใต้ตัดวงจรการระบาด

วันนี้ (9 เม.ย.2563) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สถานการณ์ผู้ป่วยไวรัสโคโรนา (COVID-19) ทั่วโลกยังมีแนวโน้มน่าเป็นห่วงสถานการณ์ทั่วโลก พบผู้ป่วย 1,514,866 คน เสียชีวิต88,444 คน รักษาหาย 329,492 คน ขณะที่ประเทศไทยเมื่อวานนี้ (8 เม.ย.) พบผู้ป่วยเพิ่มขึ้น 111 คน รวมจำนวนผู้ป่วยสะสม 2,369 คน เสียชีวิตเพิ่ม 3 คน เป็นชาวต่างชาติทั้งหมด ทำให้มีผู้เสียชีวิตทั้งหมด 30 คน หายกลับบ้านแล้ว 888 คน ทำให้กระทรวงสาธารณสุข ต้องมีการปรับแผนการค้นหาผู้ป่วยในเชิงรุก (Active case finding) เพื่อควบคุมการระบาดในวงกว้าง 

ไทยพีบีเอสออนไลน์ ตรวจสอบข้อมูลที่ นพ.ทวีศิลป์ วิษณุโยธิน ในฐานะโฆษกศูนย์บริหารสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (ศบค.) ที่ศูนย์ปฏิบัติการฉุกเฉินด้านการวิจัยและวิชาการ ของสำนักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ (วช.) ที่ถูกนำเสนอในการแถลงข่าวพบว่า ข้อมูลทั่วโลกสัดส่วนการทางห้องปฏิบัติการ COVID-19 พบดังนี้

  • อิตาลีมี ตรวจ 11,429 คนต่อประชากรหนึ่งล้านคน ตรวจพบเชื้อ 18.65%
  • เกาหลีใต้ ตรวจ 9,099 คนต่อประชากรหนึ่งล้านคน ตรวจพบเชื้อ 2.19%
  • สหรัฐอเมริกา ตรวจ 5,406 ต่อประชากรหนึ่งล้านคน ตรวจพบเชื้อ 18.91%)
  • ฝรั่งเศส ตรวจ 3,347 คนต่อประชากรหนึ่งล้านคน ตรวจพบเชื้อ 42.97%
  • อังกฤษ ตรวจ 2,884 คนต่อประชากรหนึ่งล้านคน ตรวจพบเชื้อ 24.77%
  • มาเลเซีย ตรวจ 1,715 คนต่อประชากรหนึ่งล้านคน ตรวจพบเชื้อ 6.38%
  • ไต้หวัน ตรวจ 1,564 คนต่อประชากรหนึ่งล้านคน ตรวจพบเชื้อ 0.98%
  • ไทย ตรวจ 1,079 คนต่อประชากรหนึ่งล้านคน ตรวจพบเชื้อ 2.88%
  • ญี่ปุ่น ตรวจ 365 คน ต่อประชากรหนึ่งล้านคน ตรวจพบเชื้อ 7.91%
  • ฟิลิปปินส์ ตรวจ 48 คนต่อประชากรหนึ่งล้านคน ตรวจพบเชื้อ 57.30%
  • อินโดนีเซีย ตรวจ 42 คนต่อประชากรหนึ่งล้านคน ตรวจพบเชื้อ 21.74%

สธ.ขยายการตรวจค้นหาผู้ป่วยในพื้นที่

นพ.สุวรรณชัย วัฒนายิ่งเจริญชัย อธิบดีกรมควบคุมโรค แถลงสถานการณ์โรคติดเชื้อโคโรนาไวรัส 2019 ว่า ในวันนี้มีผู้ป่วยรายใหม่ จำนวน 111 ราย  โดย 69 ราย เป็นกลุ่มที่อยู่ในระบบเฝ้าระวังอยู่เดิม กว่าร้อยละ 50 เป็นกลุ่มผู้สัมผัสใกล้ชิดกับผู้ป่วยยืนยันรายก่อนหน้านี้ ซึ่งได้ให้ความสำคัญและออกค้นหาเชิงรุก (Active case finding) อย่างเต็มที่ เพื่อควบคุมการระบาด และมีกลุ่มที่น่าจับตามองคือ กลุ่มคนไทยที่กลับมาจากต่างประเทศ ซึ่งรัฐบาลมีมาตรการคุมเข้ม ป้องกันการนำเชื้อเข้าประเทศ  

ล่าสุดมีคนไทยกลับจากอินโดนีเซียตรวจพบเชื้อ 42 ราย จากผู้ป่วยที่มีอาการ 52 ราย คิดเป็นร้อยละ 80 ได้นำส่งโรงพยาบาลเพื่อรักษา ส่วนที่เหลือขณะนี้อยู่ที่ State Quarantine ทั้งหมด ไม่มีใครได้กลับบ้าน ขอให้มั่นใจว่าทั้งหมดจะไม่แพร่เชื้อให้ผู้อื่นได้ 

มาตรการที่เข้มข้นจากนี้จะขยายการตรวจและการเฝ้าระวังอย่างเข้มข้นเชิงรุก เน้นไปยังพื้นที่ที่มีรายงานผู้ป่วยจำนวนมาก เช่น กทม. นนทบุรี ภูเก็ต และ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้

ล็อกเป้าตรวจภูเก็ต-กทม.จว.ชายแดนใต้

อธิบดีกรมควบคุมโรค กล่าวว่า ขณะนี้กรมควบคุมโรค จะชี้เป้าหมายให้กับพื้นที่เพื่อดำเนินการเฝ้าระวังป้องกันควบคุมโรคอย่างเต็มที่ และสนับสนุนมาตรการจำกัดการเข้าออกในบางพื้นที่ หลังจากในจ.ภูเก็ตเริ่มพบการระบาดตั้งแต่กลางเดือน มี.ค.จนถึงปัจจุบันพบผู้ป่วยทั้งสิ้น 158 ราย ร้อยละ 84 อยู่ในวัยทำงาน เป็นคนไทย 119 คนต่างชาติ 39 คน เป็นบุคลากรทางการแพทย์ 1 คน

ปัจจัยเสี่ยงหลักที่พบ ได้แก่ อาชีพที่มีการติดต่อกับนักท่องเที่ยวหรือคนจำนวนมาก และติดจากการสัมผัสใกล้ชิดกับผู้ป่วยยืนยันรายก่อนหน้า มีชาวต่างชาติเดินทางมาจากพื้นที่ระบาด จังหวัดได้มีมาตร การปิดสถานบันเทิง ร้านนวดบริเวณ ขยายทั้งจังหวัด และมีการปิดช่องทางเข้าออกจังหวัดแต่ ยังพบมีผู้ป่วย จากการค้นหาผู้ป่วยเชิงรุกเพิ่มเติมในชุมชน สิ่งสำคัญคือจะเฝ้าระวังผู้ที่อยู่ในพื้นที่เสี่ยง ติดตามอาการ และกักกันให้ได้มากที่สุด เพื่อป้องกันการแพร่เชื้อต่อไป
 
สำหรับ กทม.ซึ่งถือว่าเป็นศูนย์กลางของการระบาด ตั้งแต่ผู้ป่วยรายแรกในประเทศจนถึงปัจจุบัน ถึงแม้สถานการณ์จะดีขึ้น แต่ยังไม่สามารถนิ่งนอนใจได้ เนื่องจากผู้ป่วยที่พบในปัจจุบันเป็นกลุ่มผู้สัมผัสใกล้ชิดกับผู้ป่วยยืนยันรายก่อนหน้านี้เป็นหลัก แสดงให้เห็นว่า มาตรการที่รัฐบาลทำมาได้ผลในการควบคุมในระดับชุมชน สถานที่ชุมนุมชน แต่ยังมีการแพร่เชื้อในกลุ่มผู้ใกล้ชิด ดังนั้นการทำ Social Distancing จึงต้องเข้มข้น ทั้งในบ้าน และที่ทำงาน หรือในที่ที่มีผู้คนไปรวมตัวกัน

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง

ศบค.ห่วงป่วยเพิ่ม 111 คน-เฝ้าระวังกลุ่มดาวะห์ติดเชื้อ 42 คน


 

กลับขึ้นด้านบน