นายกฯ สั่งประเมินระยะยาวรับมือ COVID ให้ทุกส่วนเข้ม-กันระบาดซ้ำ

นายกฯ สั่งประเมินระยะยาวรับมือ COVID ให้ทุกส่วนเข้ม-กันระบาดซ้ำ

นายกฯ สั่งประเมินระยะยาวรับมือ COVID ให้ทุกส่วนเข้ม-กันระบาดซ้ำ

รูปข่าว : นายกฯ สั่งประเมินระยะยาวรับมือ COVID ให้ทุกส่วนเข้ม-กันระบาดซ้ำ

นายกฯ ให้ทุกหน่วยงานเข้มทุกมาตรการ แม้ผ่อนปรนระยะ 2 ป้องกันระบาดซ้ำ ลดเคอร์ฟิวลง 1 ชั่วโมง คุมการเดินทางเข้า-ออกประเทศ การเดินทางในประเทศ แนะใช้แอปเสริมความปลอดภัย

วันนี้ (15 พ.ค.2563) พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และรมว.กลาโหม เป็นประธานการประชุมศูนย์บริหารสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (ศบค.)

ผ่อนปรนระยะที่ 2 ต้องร่วมมือมากกว่าเดิม

นายกรัฐมนตรีชื่นชมที่เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา น่าจะเป็นช่วงที่คนไทยผ่อนคลายบ้าง โดยเฉพาะในวันที่มีตัวเลขผู้ติดเชื้อเป็นศูนย์ พร้อมขอบคุณทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง รัฐมนตรี ปลัดกระทรวง ข้าราชการ และเจ้าหน้าที่ทุกฝ่าย รวมถึงเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานในศบค. ซึ่งเสียสละทำงานหนักทุกวันเพื่อแก้ปัญหา และบริหารสถานการณ์ ในช่วงเวลากว่า 3 เดือนที่ผ่านมา การทำงานครั้งนี้ เป็นการบูรณาความร่วมมือระหว่างหน่วยงาน ทั้งภาครัฐ และกลไกอื่นๆ ในสังคม ทั้งส่วนกลาง และส่วนท้องถิ่น ซึ่งขอชื่นชมผู้ว่าราชการจังหวัด และผู้บริหารท้องถิ่น ในทุกระดับที่สามารถบริหารจัดการได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ปัจจัยสำคัญที่ส่งผลให้เกิดความสำเร็จคือ การสร้างการรับรู้ ความเข้าใจแก่ประชาชน และในการก้าวเข้าสู่มาตรการผ่อนปรนในระยะที่ 2 จำเป็นต้องได้รับความร่วมมือจากประชาชนในระดับที่สูงขึ้นกว่าเดิม

ทั้ง Social Distancing มาตรการควบคุมต่างๆ ของภาครัฐ เช่น การใช้ Application และประชาชนต้องเข้าใจถึงรูปแบบการดำเนินชีวิตแบบใหม่ที่แตกต่างจากอดีต หรือ New Normal

แนะทุกกระทรวงวางแผนการทำงานใหม่

ซึ่งประเทศไทยสามารถวางแผน ในการปรับเปลี่ยนระบบการดำรงชีวิตสู่ชีวิตวิถีใหม่ได้ ด้วยศักยภาพของประเทศไทย การยึดหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงประกอบกับอัตตลักษณ์ความเป็นไทย ก็จะเพิ่มศักยภาพ และโอกาสของประเทศไทยในอนาคต

ทั้งนี้เช่น ปรากฏการณ์เรื่องตู้ปันสุขซึ่งได้รับการชื่นชม เผยแพร่ไปทั่วโลกถึงความมีน้ำใจของคนไทยต่อกัน นายกรัฐมนตรีเชื่อว่ามาตรการทางสังคมจะช่วยให้การดำเนินการผ่อนปรนมาตรการ และการบังคับใช้กฎหมายเป็นไปอย่างราบรื่น สังคมจะช่วยกันสอดส่อง ต่อต้านผู้ที่ปฏิบัติไม่เหมาะสม ขอให้สังคมไทยยึดมั่นในความดี แบ่งปัน ช่วยเหลือกัน

 

นายกรัฐมนตรีสั่งการให้รัฐมนตรีทุกกระทรวง ออกแบบวางแผนการทำงาน ให้สอดคล้องกับชีวิตวิถีใหม่ รวมทั้งด้านการท่องเที่ยว ให้ไปศึกษาสถานการณ์ที่เปลี่ยนไป กำหนดมาตรการและแนวทางที่เหมาะสมไว้รองรับ รวมทั้ง

นายกรัฐมนตรีห่วงกังวลสถานประกอบการ ได้แก่ โรงแรม ซึ่งเป็นประเภทของกิจการที่ส่งผลกระทบเป็นห่วงโซ่ไปถึงผู้ประกอบการอื่นๆ ด้วย เช่น การบริการ อาหาร แรงงาน การประกาศให้งดจัดอบรม สัมมนา ทำให้ผู้ประกอบการขาดรายได้ ขอให้หน่วยงานไปพิจารณาหาแนวทางสนับสนุนช่วยเหลือ

ผ่อนปรนระยะ 2 กังวลระบาดซ้ำ

นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า การดำเนินมาตรการผ่อนปรนระยะที่ 2 เป็นความจำเป็นเพื่อให้กิจกรรมทางเศรษฐกิจดำเนินต่อไปได้ แต่ก็เป็นความกังวลใจของพวกเราทุกคนที่จะเสี่ยงต่อการแพร่ระบาดระลอกที่ 2 (Second wave)

ดังนั้น นอกจากการใช้มาตรการบังคับ ขอให้ระดมความร่วมมือจากสื่อสารมวลชนทั้งหมด ในการให้ข้อมูล ทำความเข้าใจกับประชาชนทุกระดับ ให้สื่อมวลชนรับชุดข้อมูลเดียวกัน และช่วยรัฐบาลในการเผยแพร่ประชาสัมพันธ์ เพื่อเสริมกลไกและช่องทางการสื่อสารของภาครัฐ

ตัวอย่างเช่น การให้ข้อมูลการคาดการณ์ว่าหากรัฐไม่ดำเนินมาตรการเข้มงวดในช่วงที่ผ่านมา ประมาณการผู้ติดเชื้อ และผู้เสียชีวิตจะสูงเพียงใด เมื่อเปรียบเทียบกับ ตัวเลขจริงที่เกิดขึ้นในปัจจุบันซึ่งเป็นผลจากความร่วมมือทุกฝ่าย และการเข้าสู่มาตรการผ่อนปรนระยะที่ 2 หากไม่ดำเนินมาตรการควบคุมตัวเลขคาดการณ์ผู้ติดเชื้อจะเป็นเท่าใด เป็นต้น

สั่งประเมินสถานการณ์-วางแผนรับมือระยะยาว

นายกรัฐมนตรีได้สั่งการให้ศูนย์ปฏิบัติการฉุกเฉินด้านการแพทย์และสาธารณสุข ประเมินสถานการณ์ การแพร่ระบาดของโรค COVID-19 จนกว่าจะถึงห้วงเวลาที่มีวัคซีนรักษาโรค เพื่อเป็นข้อมูลประกอบการวางแผนบริหารสถานการณ์ และเตรียมการจัดสรรทรัพยากรทางการแพทย์ในระยะยาวของประเทศ

และเป็นชุดข้อมูลแบบจำลองสถานการณ์การแพร่ระบาดอย่างเป็นทางการของ ศบค. เพื่อให้ทุกภาคส่วน ใช้เป็นข้อมูลตั้งต้น ในการวิเคราะห์ผลกระทบ และกำหนดมาตรการในด้านเศรษฐกิจ และด้านสังคมต่อไป

นายกรัฐมนตรีได้สั่งการให้คณะกรรมการเฉพาะกิจ พิจารณาการผ่อนคลายการบังคับใช้มาตรการ ในการป้องกันและยับยั้งการแพร่ระบาดของโรค COVID-19 ประเมินสถานการณ์เป็นระยะๆ ตามช่วงเวลาที่เหมาะสม

หลังจากได้มีมาตรการผ่อนคลายกิจการ/กิจกรรม เพื่อประกอบการเสนอมาตรการผ่อนคลายในระยะต่อไป โดยใช้ข้อมูลผลการปฏิบัติตามมาตรการในข้อกำหนด ฉบับที่ 3 และ ฉบับที่ 5 มาพิจารณา ประกอบกับผลการตรวจประเมินกิจการ/กิจกรรมที่ได้รับการผ่อนคลายตาม ข้อกำหนด ฉบับที่ 6 เพื่อจัดทำแนวทางการผ่อนคลายกิจการ/กิจกรรม และร่างข้อกำหนดเพิ่มเติมตามความเหมาะสมต่อไป โดยคำนึงถึงปัจจัยทางด้านสาธารณสุขเป็นหลัก

พัฒนาแอป “ไทยชนะ” ใช้กับกิจการ-กิจกรรม

สั่งการให้นำแอปพลิเคชัน “ไทยชนะ” ที่ ศบค. พัฒนาขึ้นมาใช้สนับสนุนการดำเนินการของผู้ประกอบกิจการ/กิจกรรม ให้เป็นไปตามมาตรการป้องกันโรคที่ได้กำหนด โดยให้มีการประชาสัมพันธ์สร้างการรับรู้ และสร้างความ เข้าใจให้กับประชาชนผู้ใช้บริการ และผู้ให้บริการ โดยเน้นย้ำให้ประชาชนเห็นถึงความจำเป็นที่รัฐต้องนำเทคโนโลยีใช้เป็นเครื่องมือ เพื่อปกป้องชีวิต และให้ความปลอดภัยกับประชาชน ดังที่หลายประเทศได้ดำเนินการแล้ว

ให้เปรียบเทียบกฎหมายปกติ-พ.ร.ก.ฉุกเฉิน คุมระบาด

นายกรัฐมนตรีได้สั่งการให้คณะกรรมการเฉพาะกิจ พิจารณาร่วมกับคณะกรรมการเฉพาะกิจด้านกฎหมาย และศูนย์ปฏิบัติการที่ เกี่ยวข้องใน ศบค. ศึกษาเปรียบเทียบความจำเป็น ในการประกาศใช้พระราชกำหนดการบริหารราชการสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ.2548 กับกรณีหากใช้กฎหมายปกติ เพื่อควบคุมการแพร่ระบาด เพื่อเป็นข้อพิจารณาให้กับคณะกรรมการ ศบค. ในการประกาศ ขยายเวลาหรือยกเลิกการประกาศ ใช้พระราชกำหนดการบริหารสถานการณ์ฉุกเฉินในระยะต่อไป

สั่ง ศธ.รายงานเรื่องเปิดเทอม- สธ.จัด จนท.แนะนำ ร.ร.

ตลอดจนสั่งการให้กระทรวงศึกษาธิการ รายงานการเตรียมความพร้อมสำหรับกำหนดการเปิดภาคเรียนในเดือนกรกฎาคม ในการประชุมครั้งต่อไป และให้กระทรวงสาธารณสุข จัดเจ้าหน้าที่ให้คำแนะนำในการเตรียมความพร้อมแก่โรงเรียนต่างๆ

นายกรัฐมนตรีห่วงกังวลต่อการดูแลเด็กเล็กในโรงเรียนและสถานศึกษา จึงขอให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องร่วมพิจารณาแนวทางเกี่ยวกับการเปิดเรียน การเรียนออนไลน์ และการเรียนเหลื่อมเวลา หาแนวทางในการแก้ไขปัญหาให้เหมาะสม

ตลอดจนสั่งการให้เร่งการประชาสัมพันธ์กำหนดการสอบเข้าโรงเรียนในระดับ ม.1 และ ม.4 ให้ทราบกันอย่างทั่วถึง โดยจะให้เปิดสอบระหว่างวันที่ 6-7 มิ.ย.256คุมจำนวนคนไทยเดินทางกลับ-เข้มมาตรการกักตัวเข้ม

นายกรัฐมนตรีสั่งการให้ศูนย์ปฏิบัติการมาตรการเดินทางเข้าออกประเทศ และการดูแลคนไทยในต่างประเทศ ควบคุมการเข้าประเทศทางอากาศ ตามมติที่ประชุมของ ศบค. ที่อนุญาตให้คนไทยเดินทางเข้าประเทศเพิ่มเติมจาก 300 คน เป็น 400 คนต่อวัน

เพื่อรักษาสมดุล ระหว่างคนไทยที่มีความประสงค์จะเดินทางกลับประเทศ กับทรัพยากรทางการแพทย์ที่มีอยู่ รวมถึงขีดความสามารถในการกักกันในสถานที่ของรัฐแบบ State Quarantine ที่จะต้องมีจำนวนเพิ่มขึ้น โดยให้นำผู้เดินทางเข้าประเทศทุกรายกักกันในสถานที่ของรัฐแบบ State Quarantine และดำเนินการตามมาตรการป้องกันโรคของทางราชการโดยเคร่งครัด

ในการพิจารณาอนุญาตให้แรงงานต่างชาติ เดินทางกลับประเทศเพื่อนบ้านในระยะนี้ ต้องมีมาตรการเชิงรุก ในการป้องกันตรวจสอบการเดินทาง กลับเข้ามาทำงานในประเทศไทยด้วย

โดยขอให้กระทรวงแรงงานพิจารณา มิให้เกิดผลกระทบด้านการขาดแคลนแรงงาน ในภาคธุรกิจและอุตสาหกรรมที่จำเป็นด้วย

กิจการ/กิจกรรม ผ่อนปรนระยะ 1 ส่วนใหญ่ร่วมมือดี

ผู้อำนวยการศูนย์ปฏิบัติการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉิน ด้านความมั่นคง ได้รายงานการประเมินผลการดำเนินมาตรการผ่อนปรนระยะที่ 1 ว่า จากการตรวจกิจการ/กิจกรรม ทั้งชุดตรวจส่วนกลางและประจำพื้นที่พบว่า ส่วนใหญ่ผู้ประกอบกิจการ/กิจกรรมให้ความร่วมมือปฏิบัติตามมาตรการเป็นอย่างดี ผู้ประกอบการที่ได้รับการผ่อนคลายระยะที่ 1 ให้ความร่วมมือ สมควรพิจารณาการผ่อนคลายระยะที่ 2 ต่อไป

กระทรวงมหาดไทย รายงานการแก้ปัญหาด้านมาตรการป้องกัน และช่วยเหลือประชาชน และด้านการกระจายหน้ากาก และเวชภัณฑ์ ซึ่งเป็นไปด้วยดี ได้รับความร่วมมือในการดำเนินการอย่างดี โดยเฉพาะกลุ่มจิตอาสา

ขณะที่เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ เสนอมาตรการผ่อนคลายระยะที่ 2 โดยกำหนดเกณฑ์ในการพิจารณาการผ่อนปรน เช่น กิจกรรมในกลุ่มสีเขียวเป็นหลัก คือ กิจกรรม/กิจการ ที่มีความเสี่ยงต่อการระบาดของโรคไปในพื้นที่ และการแพร่เชื้อในสถานที่อยู่ในเกณฑ์ปานกลาง และมีความจำเป็นต่อการดำรงชีพ และส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจและสังคมอยู่ในเกณฑ์สูง และบางกิจกรรม/ กิจการในกลุ่มสีเหลือง

ทั้งนี้ มีการพิจารณานำเสนอกิจกรรม/กิจการที่จะผ่อนปรน เช่น การเปิดห้างสรรพสินค้า สถานที่ออกกำลังกาย แต่ทั้งหมดยังต้องมีความเข้มงวดในมาตรการควบคุมดูแลตามเกณฑ์สาธารณสุข

ยังคง 4 มาตรการเข้มข้น-แนะทำความเข้าใจประชาชน

นายกรัฐมนตรีได้สรุปถึงการปรับมาตรการบังคับใช้กฎหมายตามที่คณะกรรมการเสนอ ดังนี้

1.ลดช่วงเวลาเคอร์ฟิวเป็นระหว่างเวลา 23.00-04.00 น.
2.ยังคงมาตรการเดินทางเข้าประเทศ ทั้งทางบก ทางอากาศ ทางน้ำ เช่นเดิม
3.งดหรือชะลอการเคลื่อนย้ายข้ามจังหวัด
4.ขอให้ทุกภาคส่วนสนับสนุนการใช้แอพลิเคชั่น “ไทยชนะ” ในการเสริมมาตรการป้องกันโรค

โดยย้ำถึงการทำงานร่วมกัน ทุกส่วนต้องมีชุดข้อมูลที่สอดคล้องกัน เพื่อใช้ในระบบออนไลน์ หลีกเลี่ยงปัญหาที่อาจเกิดขึ้นจากการรับชุดข้อมูลที่ต่างกัน ทั้งนี้ ให้หน่วยงานด้านการประชาสัมพันธ์ สร้างการรับรู้สู่ประชาชน ทุกด้านที่ได้ดำเนินการไป การป้องกัน และควบคุมโรค ทั้งความร่วมมือภายในประเทศและความร่วมมือกับต่างประเทศ ตลอดจนแผนงานที่กำหนดไว้ในอนาคต ทำความเข้าใจกับประชาชน ทั้งมาตรการด้านเศรษฐกิจ การฟื้นฟูทางเศรษฐกิจ และการบังคับใช้กฎหมายเพื่อความปลอดภัยในชาติ

กลับขึ้นด้านบน