กองปราบบุกรวบผู้ต้องหาฮุบที่ธรณีสงฆ์ 3.8 พันไร่

กองปราบบุกรวบผู้ต้องหาฮุบที่ธรณีสงฆ์ 3.8 พันไร่

กองปราบบุกรวบผู้ต้องหาฮุบที่ธรณีสงฆ์ 3.8 พันไร่

รูปข่าว : กองปราบบุกรวบผู้ต้องหาฮุบที่ธรณีสงฆ์ 3.8 พันไร่

หน่วยหนุมานกองปราบปราม จู่โจมล็อกตัว 2 ผู้ต้องหา หลังพบหลักฐานชัดฮุบที่ดินธรณีสงฆ์ 3,800 ไร่ “พระกิตติวุฑโฒ”

วันนี้ (9 มิ.ย.63) พ.ต.อ.พัฒนศักดิ์ บุปผาสุวรรณ รองผู้บังคับการกองปราบปราม นำชุดปฏิบัติการพิเศษหนุมาน จำนวน 20 นายและเจ้าหน้าที่ชุดปฏิบัติการ กก.2 บก.ป.นำหมายค้นจากศาลอาญาเข้าตรวจค้นบ้านหลังหนึ่งใน ต.คลองพลู อ.เขาคิชฌกูฏ จ.จันทบุรี และจับผู้ต้องหา พ่อ-ลูก ผู้ต้องหาตามหมายจับศาลอาญา ข้อหา “เบิกความเท็จต่อศาล ,ให้การเท็จต่อเจ้าพนักงานและเจ้าหน้าที่ และร่วมกันยักยอกทรัพย์”

ขณะที่บ้านหลังที่บุกตรวจค้นภายใน มีลักษณะคล้ายกับอาคารสำนักงานตั้งอยู่ภายในไร่ ผลตรวจค้นภายในบ้าน เจ้าหน้าที่ยึดเอกสารหลักฐานเอาผิดได้หลายรายการพร้อมทั้งควบคุมตัวทั้ง 2 คน เพื่อสอบสวนตามกระบวนการทางคดี ที่กองบังคับการปราบปรามเพื่อทำการสอบสวนโดยทันที

 

สำหรับการเข้าจับกุมตัวผู้ต้องหาทั้ง 2 คนนี้ สืบเนื่องจากเมื่อวันที่ 4 ก.พ.2561 มูลนิธิอธิธรรมมหาธาตุวิทยาลัยได้ส่งตัวแทนเข้าพบพนักงานสอบสวน แจ้งความเอาผิดกับ นายบุญช่วย ซึ่งเป็นน้องชายของ พระกิตติวุฑโฒ ภิกขุ ที่มรณภาพไปแล้ว อดีตประธานมูลนิธิอภิธรรมมหาธาตุ ว่าได้ยักยอกที่ดินในพื้นที่ ต.พลวง ต.ตะเคียนทอง อ.เขาคิชฌกูฏ จ.จันทบุรี และบางส่วนใน อ.ท่าใหม่ จ.จันทบุรี ของมูลนิธิจำนวน 3,800 ไร่ ไปเป็นของตนเองโดยมีการสวมสิทธิการครอบครองและนำไปออกโฉนดโดยมิชอบด้วยการแจ้งเท็จต่อศาลแพ่งและเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง

 

ภายหลังรับเรื่องทางเจ้าหน้าที่ชุดคลี่คลายคดีดังกล่าวจึงได้นำกำลังลงพื้นที่สืบตรวจสอบข้อเท็จจริง จนกระทั่งพบว่า เดิมทีที่ดินผืนนี้เป็นที่ดิน สปก.มีนายสมพล โกศลานันท์ เป็นผู้ครอบครอง กระทั่งประมาณปี 2513-2515 พระกิตติวุฒโฑ ได้ก่อตั้งมูลนิธิอธิธรรมมหาธาตุวิทยาลัย พร้อมกับเปิดรับบริจาครวบรวมเงินของชาวบ้านมาเป็นทุนซื้อที่ดินผืนดังกล่าวจากนายสมพล เพื่อนำมาใช้ปฏิบัติกิจกรรมต่าง ๆ ของพระสงฆ์ ในราคา 12 ล้านบาท แต่จ่ายเงินไปเพียง 8 ล้านบาท อีก 4 ล้านบาทยังไม่ได้ชำระ แต่ทางนายสมพลเห็นว่าจะนำที่ดินไปใช้ประโยชน์ทางศาสนาจึงมอบที่ดินให้ไปใช้ประโยชน์ก่อน



หลังจากที่ได้ที่ดินมาแล้ว พระกิตติวุฒโฑ ได้มอบหมายให้ นายบุญช่วย ซึ่งเป็นน้องชายของตัวเองเป็นผู้ดูแลที่ดิน แต่เมื่อ พระกิตติวุฒโฑ ได้มรณภาพลงในปี 2548 นายบุญช่วย และบุตรชาย กลับวางแผนที่จะเข้าครอบครองที่ดินผืนดังกล่าวมาเป็นของตนเอง โดยในปี 2550 นายบุญช่วย ได้ไปยื่นเรื่องฟ้องร้อง นายเรวัฒิ โกศลานันท์ ลูกชายของนายสมพล ในฐานะเป็นผู้รับมรดกเพื่อให้โอนที่ดินดังกล่าวมาเป็นของตัวเอง โดยมีนายบัญชา ปรมีศณาภรณ์ ทนายความชื่อดัง เป็นทีมทนายความ กระทั่งศาลจังหวัดจันทบุรีมีคำพิพากษาให้ทายาทของ นายสมพล โอนที่ดินดังกล่าวไปเป็นชื่อของ นายบุญช่วย ตามที่ร้องขอ

จากนั้นปี 2554-2555 นายบุญช่วย ได้ไปยื่นขอเปลี่ยนที่ดิน สปก.เป็นโฉนดที่ดินเพื่อทำให้มีมูลค่าสูงขึ้น ทาง น.ส.เขมจิรา บัณฑูรนิพิท และ พล.ต.ต.ธารินทร์ จันทราทิพย์ ซึ่งเป็นทายาทรุ่นหลานของนายสมพลจึงเริ่มพบเห็นความผิดปกติ และเกิดความไม่พอใจเพราะเห็นว่าที่ดินดังกล่าวไม่ได้ถูกนำไปใช้ประโยชน์ทางศาสนาตามวัตถุประสงค์เดิม จึงเกิดการฟ้องร้องเป็นคดีขึ้นหลายคดี แต่เป็นทางฝ่ายทายาทที่แพ้คดีมาโดยตลอด

 

รวมถึงยังลุกลามบานปลายจนกลายเป็นมูลเหตุทำให้ พล.ต.ต.ธารินทร์ ตัดสินใจใช้อาวุธปืน กราดยิงใส่ นายบัญชา นางสุภาพร ภรรยานายบัญชา ,นายวิชัย อุดมธนภัทร และนายวิจัย สุขรมย์ ทีมทนาย ภายในศาลจังหวัดจันทบุรี ขณะกำลังรอพยานฝ่ายจำเลยและรอผู้พิพากษาขึ้นนั่งบัลลังก์นัดสืบพยานฝ่ายจำเลยนัดแรก เพื่อรับฟังการพิจารณาคดีการฟ้องร้องทางแพ่งปลีกย่อยเกี่ยวกับที่ดินผืนดังกล่าว จนเป็นเหตุให้นายบัญชา และนายวิจัย เสียชีวิต ส่วนนางสุภาพร และนายวิชัย ได้รับบาดเจ็บสาหัส

ขณะที่ พล.ต.ต.ธารินทร์ เองภายหลังก่อเหตุก็ได้ถูก นายธนากร ธีรวโรดม เสมียนทนายนำอาวุธปืนของ ร.ต.อ.ขจร บรรจง ตำรวจประจำศาลจังหวัดจันทบุรี ยิงใส่จนเสียชีวิตด้วยเช่นกัน เหตุเกิดเมื่อวันที่ 12 พ.ย.2562 ซึ่งภายหลังเกิดเรื่องขึ้นมาทำให้คดีดังกล่าวกลายเป็นที่สนใจจากสังคมที่ความไม่ชอบมา ด้วยเหตุนี้เพื่อให้เกิดความเป็นธรรมแก่ทุกฝ่ายทางกองปราบฯจึงได้รับโอนสำนวนคดีทั้งหมดมาอยู่ในความดูแล พร้อมกับสืบสวนข้อเท็จจริงจนสามารถรวบรวมพยานหลักฐานนำไปสู่การออกหมายจับและจับกุมตัวผู้ต้องหาทั้ง 2 คนดังกล่าว

กลับขึ้นด้านบน