2 ผู้ต้องหาคดีที่ดินสงฆ์กว่า 3,800 ไร่ ปฏิเสธทุกข้อกล่าวหา

2 ผู้ต้องหาคดีที่ดินสงฆ์กว่า 3,800 ไร่ ปฏิเสธทุกข้อกล่าวหา

2 ผู้ต้องหาคดีที่ดินสงฆ์กว่า 3,800 ไร่ ปฏิเสธทุกข้อกล่าวหา

รูปข่าว : 2 ผู้ต้องหาคดีที่ดินสงฆ์กว่า 3,800 ไร่ ปฏิเสธทุกข้อกล่าวหา

ตำรวจกองปราบปรามแยกสอบปากคำ พ่อ-ลูก ผู้ต้องหายักยอกที่ดินสงฆ์ใน จ.จันทบุรี กว่า 3,800 ไร่ เบื้องต้น ให้การปฏิเสธทุกข้อกล่าวหา

วันนี้ (9 มิ.ย.2563) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ตำรวจกองกำกับการ 2 กองบังคับการปราบปราม คุมตัวนายบุญช่วยน้องชายของ พระกิตติวุฑโฒ ภิกขุ อดีตประธานมูลนิธิอภิธรรมมหาธาตุวิทยาลัย พร้อมลูกชาย มาสอบสวนที่กองบังคับการปราบปราม หลังบุกเข้าควบคุมตัวในบ้านพักที่ตั้งอยู่ในที่ดินกว่า 3,800 ไร่ ใน จ.จันทบุรี เมื่อช่วงเช้าที่ผ่านมา โดยทั้ง 2 คน เป็นผู้ต้องหาตามหมายจับศาลอาญารัชดาภิเษก ข้อหา "เบิกความเท็จต่อศาล, ให้การเท็จต่อเจ้าพนักงานและเจ้าหน้าที่ และร่วมกันยักยอกทรัพย์"

แยกสอบ 2 ผู้ต้องหา "พ่อ-ลูก"

ตำรวจแยกสอบปากคำ พ่อกับลูกคนละห้อง ขณะเดียวกัน ทีมทนายความของผู้ต้องหา เตรียมประสานยื่นขอประกันตัวในชั้นสอบสวน แต่ตำรวจแจ้งเบื้องต้นว่ายังมีอำนาจควบคุมตัวสอบปากคำ 48 ชั่วโมง ส่วนจะให้ประกันตัวหรือไม่ จะพิจารณาหลังการสอบปากคำ ซึ่งในเบื้องต้น ขณะนี้ ผู้ต้องหาทั้ง 2 คน ให้การปฏิเสธตลอดข้อกล่าวหา

 

น.ส.เขมจิรา บัณฑูรนิพิท

น.ส.เขมจิรา บัณฑูรนิพิท

ด้าน น.ส.เขมจิรา บัณฑูรนิพิท ทายาทเจ้าของที่ดินตามข้อพิพาท เข้าติดตามคดีอย่างใกล้ชิดที่กองบังคับการปราบปราม พร้อมเปิดเผยว่า เป็นการต่อสู้มาอย่างยาวนาน ที่สำคัญต้องสูญเสียสามีไปเพราะคดีนี้ด้วย แต่เพราะเชื่อมั่นว่ากระบวนการที่ดินขึ้นกับที่ดินของนายสมพล ผู้เป็นตาตัวเองนั้น ไม่ถูกต้องตามวัตถุประสงค์การขาย รวมถึงเกิดการทุจริตซับซ้อน เพราะเรื่องผลประโยชน์ของคนกลุ่มหนึ่ง ทำให้ยังต่อสู้คดีเรื่อยมา กระทั่งศาลออกหมายจับทั้ง 2 คน โดยหลักฐานสำคัญ คือเอกสารต่างๆ ไม่สอดคล้องกับความเป็นจริง เช่น เรื่องการจ่ายภาษีที่ดิน เป็นต้น

ไม่พบหลักฐานครอบครองที่ดิน

พ.ต.อ.เอนก เตาสุภาพ รองผู้บังคับการปราบปราม เปิดเผยข้อมูลทางคดีในเบื้องต้นว่า ในการตรวจค้นที่บ้านพัก ขณะจับกุมเมื่อเช้าที่ผ่านมา ไม่พบเอกสารหลักฐานใดเกี่ยวกับการครอบครองที่ดิน ซึ่งสอดคล้องกับการสืบสวนของคดี เนื่องจากหลักฐานการครอบครอง ซื้อขาย ที่ดินดังกล่าวเป็นการสร้างหลักฐานเท็จขึ้นมา เพื่อใช้ยื่นฟ้องศาล เพื่อให้ได้เอกสาร นส.3 เป็นของตัวเองและโอนชื่อเป็นผู้ครอบครองที่ดิน เมื่อปี 2553

ส่วนการสืบสวนเชิงลึก ยังต้องสงสัยว่าการสร้างหลักฐานเท็จนั้นต้องมีคนร่วมกระทำผิดมากกว่า 2 คน ซึ่งมีบางคดีก็หมดอายุความไปแล้ว แต่ไม่มีความหนักใจ เพราะมีหลักฐานที่ยืนยันได้ว่าที่ดินดังกล่าวเป็นของมูลนิธิอภิธรรมมหาธาตุวิทยาลัย ไม่ใช่ของผู้ต้องหา

นอกจากนี้ นายมนัส พวงลำเจียก ผู้จัดการมูลนิธิอภิธรรมมหาธาตุวิทยาลัย และนายชวาลิน พึ่งบุญ ณ อยุธยา ทนายความ มูลนิธิฯ เดินทางมาที่กองปราบปราม เพื่อติดตามคดีและขอบคุณตำรวจด้วยเช่นกัน

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง

กองปราบบุกรวบผู้ต้องหาฮุบที่ธรณีสงฆ์ 3.8 พันไร่ 

 

กลับขึ้นด้านบน