สดร. ชี้แจงการปลดปล่อยมวลของดวงอาทิตย์

สดร. ชี้แจงการปลดปล่อยมวลของดวงอาทิตย์

สดร. ชี้แจงการปลดปล่อยมวลของดวงอาทิตย์

รูปข่าว : สดร. ชี้แจงการปลดปล่อยมวลของดวงอาทิตย์

สดร. ชี้แจงการปลดปล่อยมวลของดวงอาทิตย์

 รองศาสตราจารย์บุญรักษา  สุนทรธรรม ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ เตือนประชาชนอย่าตื่นตระหนกอันตรายจากการปลดปล่อยมวลของดวงอาทิตย์ (Coronal Mass Ejection : CME) เนื่องจากโลกของเรามีสนามแม่เหล็กเป็นเกราะป้องกัน พายุสุริยะไม่สามารถทำอันตรายแก่สิ่งมีชีวิตและสิ่งปลูกสร้างบนโลกได้  จะมีผลกระทบเพียงระบบอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์และระบบการสื่อสาร จีพีเอส เทคโนโลยีดาวเทียมบ้างเล็กน้อยเท่านั้น

 
นับเป็นที่ฮือฮาและสร้างความหวาดวิตกเป็นอย่างยิ่ง สำหรับข่าวการปลดปล่อยมวลของดวงอาทิตย์ โดยองค์การนาซา ที่ได้เปิดเผยข้อมูลการสังเกตการณ์ดวงอาทิตย์์เป็นภาพและคลิปวีดีโอขณะเกิดการพ่นมวล (ประจุไฟฟ้าพลังงานสูงหรือที่เรียกว่า “พลาสมา”) ขนาดใหญ่ออกมาจากพื้นผิวดวงอาทิตย์ เมื่อคืนวันที่ 23 มกราคม 2556 ทิศทางของประจุไฟฟ้าพลังงานสูงดังกล่าวพุ่งมายังโลก มีความเร็วประมาณ 375 ไมล์ต่อวินาที คาดว่าอีกประมาณ 3 วัน กลุ่มประจุไฟฟ้าพลังงานสูงจะเดินทางมาถึงโลก
 
ทั้งนี้ การพ่นมวลของดวงอาทิตย์นั้นเราเรียกว่า การปลดปล่อยมวลของดวงอาทิตย์ (Coronal Mass Ejection) โดยปกติแล้ว “ปรากฏการณ์เช่นนี้เกิดขึ้นเป็นประจำอยู่แล้วบนดวงอาทิตย์” นอกจากปรากฏการณ์การปลดปล่อยมวลที่กล่าวไปแล้วนั้นยังมีปรากฏการณ์อื่น ซึ่งปรากฏการณ์ทั้งหลายที่เกิดขึ้นนั้นต่างเกี่ยวเนื่องกันและสามารถอธิบายได้ด้วยหลักการวิทยาศาสตร์ ดังต่อไปนี้
 
ดวงอาทิตย์เป็นก้อนแก๊สขนาดใหญ่มีปฏิกิริยาภายในเป็นปฏิกิริยานิวเคลียร์ฟิวชัน (Nuclear  Fusion)  ที่บริเวณผิวของดวงอาทิตย์นอกจากจะมีอุณหภูมิสูงมากแล้วก็ยังมีปรากฏการณ์ต่างๆ เกิดขึ้นมากมาย อาทิ เช่น ปรากฏการณ์การลุกจ้า (Solar Flare) ปรากฏการณ์การเกิดจุดบนดวงอาทิตย์ (Sunspot) ปรากฏการณ์การปลดปล่อยมวลของดวงอาทิตย์ (Coronal mass Ejection :CME) เป็นต้น การเกิดปรากฏการณ์ทั้งหมดที่กล่าวมาข้างต้นนั้นล้วนแล้วแต่เป็นผลเกี่ยวเนื่องมาจากการเปลี่ยนแปลงของสนามแม่เหล็กบนดวงอาทิตย์ทั้งสิ้น 
 
กรณีของการปลดปล่อยมวลของดวงอาทิตย์ กลุ่มมวลที่ถูกปลดปล่อยออกมาจะอยู่ในรูป “พลาสมา” หรือสถานะที่อะตอมของธาตุอยู่ในสภาพเป็นไอออนเป็นประจุไฟฟ้าพลังงานสูง หากมีการระเบิดที่รุนแรงขึ้นจนทำให้กลุ่มพลาสมาเหล่านี้มีความเร็วในการเคลื่อนที่สูงมาก เราเรียกกลุ่มพลาสมาเหล่านี้ว่า พายุสุริยะ (Solar Storm) การปลดปล่อยมวลจนทำให้เกิดพายุสุริยะจะมีความสัมพันธ์วัฏจักรของดวงอาทิตย์ ซึ่งมีวงจรประมาณ 11 ปี เมื่อดวงอาทิตย์มีจุดบนดวงอาทิตย์จำนวนมาก (Solar Maximum) สนามแม่เหล็กบริเวณดังกล่าวก็เกิดความปั่นป่วน มีการสะสมพลังงานมากขึ้นจนถึงจุดวิกฤตทำให้เส้นแรงแม่เหล็กที่บิดพันกันเป็นเกลียวขาดออกจากกันและเกิดการปลดปล่อยมวลออกสู่อวกาศ ในทุกทิศทุกทาง ซึ่งความเร็วและรุนแรงของกลุ่มประจุไฟฟ้าพลังงานสูงจะขึ้นอยู่กับ ความรุนแรงในการระเบิดหรือการปลดปล่อยมวลของดวงอาทิตย์เอง แล้วทิศทางของกลุ่มพลาสมาพลังงานสูง หรือ พายุสุริยะ เคยพุ่งตรงมายังโลกของเราเหมือนครั้งนี้ไม่ ?
 
จากประวัติกาลตามบันทึกของนักวิทยาศาสตร์ โลกเคยปะทะกับกลุ่มพลาสมาหรือพายุสุริยะที่รุนแรงที่สุดมาแล้วหลายครั้ง แม้ว่าพายุสุริยะจะมีความรุนแรงและเลวร้ายเพียงใด ผลกระทบที่เกิดขึ้นก็เป็นเพียงความเสียหายที่เกิดขึ้นกับอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์และระบบการสื่อสารเท่านั้น หาได้สร้างความอันตรายแก่สิ่งมีชิวิตและสิ่งปลูกสร้างทั้งหลายบนโลกแต่อย่างใด เราจึงไม่ควรตระหนกตื่นกลัวภัยดังกล่าวมากนักเนื่องจากความเจริญก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์แะเทคโนโลยีที่ทันสมัย อุปกรณ์ต่างๆ ที่สร้างขึ้นในสมัยใหม่ถูกสร้างขึ้นเพื่อตรวจจับ ประจุไฟฟ้าพลังงานสูงเหล่านี้อยู่แล้ว จะมีการแจ้งเตือนภัยล่วงหน้า ก่อนที่จะเคลื่อนที่มาถึงโลกของเราเพื่อเตรียมพร้อมต่อการรับมือเสมอ แล้วถ้าประจุไฟฟ้าเดินทางมาถึงโลก จะเกิดอะไรขึ้น?
 
รองศาตราจารย์บุญรักษา  สุนทรธรรม ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ กล่าวว่า พายุสุริยะไม่สามารถทำอันตรายแก่สิ่งมีชีวิตและสิ่งปลูกสร้างบนโลกได้ เนื่องจากโลกของเรามีสนามแม่เหล็กเป็นเกราะป้องกัน เมื่อประจุไฟฟ้าพลังงานสูงหรือพลาสมานั้นเดินทางมาถึงโลกมันจะเคลื่อนตัวไปตามแนวเส้นแรงของสนามแม่เหล็กโลกแล้วพุ่งไปยังชั้นบรรยากาศของโลกและอนุภาคเหล่านี้จะชนกับอะตอมของแก๊สในชั้นบรรยากาศ อะตอมของแก๊สต่างๆก็เกิดการแตกตัวและเปล่งแสงสีสันสวยงามให้เราเห็น นั่นคือ แสงออโรรา (Aurora) หรือแสงเหนือ - ใต้ ที่เรารู้จักนั่นเอง แต่ระยะเวลาในการเกิดอาจจะยาวนานกว่าปกติที่เคยเห็น และประจุเหล่านี้ก็จะมีพลังงานอ่อนลงเรื่อยๆ แสงออโรราก็จะจางลงเรื่อย จนกลับเข้าสู่ภาวะปกติเท่านั้น


กลับขึ้นด้านบน