ครูสอนศาสนาใต้ จวกรธน. สิทธิปชช.ศาสนา-การศึกษา-สาธารณสุข ต่ำกว่าปี 40-50

ครูสอนศาสนาใต้ จวกรธน. สิทธิปชช.ศาสนา-การศึกษา-สาธารณสุข ต่ำกว่าปี 40-50

ครูสอนศาสนาใต้ จวกรธน. สิทธิปชช.ศาสนา-การศึกษา-สาธารณสุข ต่ำกว่าปี 40-50

รูปข่าว : ครูสอนศาสนาใต้ จวกรธน. สิทธิปชช.ศาสนา-การศึกษา-สาธารณสุข ต่ำกว่าปี 40-50

วานนี้ (15 ส.ค.) สมาชิกของเครือข่ายครูสอนศาสนา โรงเรียนเอกชนสอนศาสนาอิสลาม โรงเรียนปอเนาะ โรงเรียนตาดีกา ฯลฯ รวมถึงเครือข่ายสตรีและภาคประชาสังคมในจังหวัดชายแดนภาคใต้ประมาณ 300 คน รวมตัวกันละหมาดฮายัต ที่มัสยิดกลางจังหวัดปัตตานี พร้อมนัดอ่านแถลงการณ์ชี้แจงเหตุผล ตอบโต้ข่าวที่ออกมาก่อนหน้านี้ว่า มีการบิดเบือนเนื้อหาร่างรัฐธรรมนูญ ทำให้ผลการลงคะแนนเสียงประชามติในจังหวัดชายแดนภาคใต้ออกมาไม่รับร่าง

อย่างไรก็ตาม ในระหว่างการจัดงาน ผู้นำเครือข่าย 4 คน ถูกเจ้าหน้าที่ทหารเชิญตัวไปเจรจาที่จวนผู้ว่าราชการจังหวัด ทำให้กลุ่มผู้จัดงานตัดสินใจยกเลิกการอ่านแถลงการณ์ หันไปยื่นจดหมายให้กับผู้ว่าราชการจังหวัด ปัตตานีแทน

เนื้อหาของจดหมายระบุว่า การที่ประชาชนในจังหวัดชายแดนภาคใต้ ไม่รับร่างรัฐธรรมนูญเป็นการตัดสินใจหลังจากที่ได้อ่านร่างแล้ว และผู้นำศาสนาไม่ได้บิดเบือนเนื้อหาร่างแต่อย่างใด เพียงแต่ส่งบทบัญญัติมาตราที่เชื่อว่าเกี่ยวข้องกับคนในพื้นที่ให้อ่านโดยเป็นการคัดลอกแบบคำต่อคำ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในหมวดเกี่ยวกับสิทธิในการนับถือศาสนา สิทธิทางการศึกษา และสิทธิด้านสาธารณสุข

นายมังโสด หมะเต๊ะ ประธานองค์กรสังเกตการณ์ลงประชามติจังหวัดแดนภาคใต้ เปิดเผยว่า ตามกำหนดเดิมนั้น เครือข่ายทั้งหมด ซึ่งประกอบด้วย กลุ่มโรงเรียนตาดีกา โรงเรียนปอเนาะ โรงเรียนสอนศาสนา และกลุ่มสตรีจะรวมตัวกันที่มัสยิดกลาง จ.ปัตตานี เพื่อละหมาดฮายัต เพื่อขอให้เกิดสันติสุข แล้วจากนั้นจะอ่านแถลงการณ์ชี้แจงถึงสาเหตุที่คนในจังหวัดชายแดนภาคใต้ ไม่รับร่างรัฐธรรมนูญ แต่สมาชิกบางคน เช่น นายกสมาคมสถาบันปอเนาะ ประธานสมาพันธ์ครูสอนศาสนาจังหวัดชายแดนใต้ ประมาณ 3-4 คน ไม่สามารถเดินทางมาถึงมัสยิดกลางได้ เนื่องจากผู้ว่าราชการจังหวัดเชิญไปพบที่จวน จึงได้เปลี่ยนรูปแบบกิจกรรมที่มัสยิดกลางเป็นการละหมาฮายัตแทนเพื่อขอให้เกิดความสันติสุข หลังจากนั้นจึงไปยื่นหนังสือให้กับเจ้าหน้าที่ที่จวนผู้ว่าราชการจังหวัด และแถลงการณ์ที่เตรียมไว้นั้น ก็ต้องเปลี่ยนเป็นจดหมายเปิดผนึกแทนแต่เนื้อหาอันเดียวกัน

นายมังโสดระบุว่า สาเหตุที่เครือข่ายฯ ต้องออกมาแสดงจุดยืน ก็เพราะที่ผ่านมามีข่าวว่า สาเหตุที่ประชาชนในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ ลงประชามติไม่รับร่างรัฐธรรมนูญ เนื่องจากกลุ่มผู้นำศาสนา และโรงเรียนเอกชนสอนศาสนาอิสลามไปบิดเบือนข้อมูล จนทำให้ประชาชนในพื้นที่ไม่รับร่างฯ ซึ่งในข้อเท็จจริงนั้น ผู้นำศาสนาไม่ได้บิดเบือนข้อมูล เผยแพร่เนื้อหาตามในร่างรัฐธรรมนูญ พร้อมกับชี้ว่า การไม่รับร่างฯ ไม่ใช่เพราะคนเหล่านี้บิดเบือนข้อมูล แต่เป็นเพราะความเข้าใจของประชาชนที่ได้อ่านเนื้อหาจากเอกสารที่ผู้นำศาสนาส่งไปให้ ก่อนหน้านี้ประชาชนไม่ได้รับร่างรัฐธรรมนูญฉบับสมบูรณ์เพื่อนำไปศึกษาแต่อย่างใด

นายมังโสดกล่าวอีกว่า มาตราที่สำคัญๆ ที่ครูสอนศาสนาและผู้นำทางศาสนาเผยแพร่ให้ประชาชนได้รับทราบโดยคัดลอกแบบคำต่อคำ ได้แก่ มาตรา 31 และ 67 และมาตราที่เกี่ยวกับการศึกษา ได้แก่มาตรา 54 และมาตราที่เกี่ยวข้องกับสิทธิด้านการสาธารณสุข และสิทธิในการรักษารักษาพยาบาล

สำหรับมาตรา 31 ของร่างรัฐธรรมนูญที่ผ่านการเห็นชอบไปเมื่อวันที่ 7 ส.ค. นั้น บัญญัติว่า “บุคคลย่อมมีเสรีภาพบริบูรณ์ในการนับถือศาสนาและย่อมมีเสรีภาพ ในการปฏิบัติหรือประกอบพิธีกรรมตามหลักศาสนาของตน แต่ต้องไม่เป็นปฏิปักษ์ต่อหน้าที่ของปวงชนชาวไทย ไม่เป็นอันตรายต่อความปลอดภัยของรัฐ และไม่ขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน”

และมาตรา 67 บัญญัติว่า “รัฐพึงอุปถัมภ์และคุ้มครองพระพุทธศาสนาและศาสนาอื่น ในการอุปถัมภ์และคุ้มครองพระพุทธศาสนาอันเป็นศาสนาที่ประชาชนชาวไทยส่วนใหญ่นับถือมาช้านาน รัฐพึงส่งเสริมและสนับสนุนการศึกษาและการเผยแผ่หลักธรรมของพระพุทธศาสนาเถรวาทเพื่อให้เกิดการพัฒนาจิตใจและปัญญา และต้องมีมาตรการและกลไกในการป้องกันมิให้มีการบ่อนทำลายพระพุทธศาสนาไม่ว่าในรูปแบบใด และพึงส่งเสริมให้พุทธศาสนิกชนมีส่วนร่วมในการดำเนินมาตรการหรือกลไกดังกล่าวด้วย”

ในจดหมายเปิดผนึก ที่ยื่นต่อ ผู้ว่าราชการจังหวัดปัตตานี เนื้อหาส่วนหนึ่งระบุว่า ผู้นำด้านการศึกษาและศาสนาได้ทำงานอย่างหนัก ด้วยการค้นคว้าหาข้อมูลจากแหล่งและสื่อต่างๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งคือร่างรัฐธรรมนูญ ซึ่งไม่ได้รับการแจกจ่าย เพื่อจะได้นำมาศึกษาและเผยแพร่อย่างถูกต้องในหมู่มุสลิม ขณะเดียวกันได้เชิญผู้ทรงคุณวุฒิที่มีความรู้ความเชี่ยวชาญด้านรัฐธรรมนูญมาบรรยายให้ความรู้ประกอบด้วย โดยเฉพาะในมาตราที่เกี่ยวข้องกับศาสนา การศึกษา สาธารณสุข รวมถึงประเด็นอื่นๆ ที่พบว่า สิทธิของประชาชนต่ำกว่าที่กำหนดไว้ใน รัฐธรรมนูญปี พ.ศ.2540 และ พ.ศ.2550

นอกจากนี้ การที่ในช่วงใกล้วันออกเสียงประชามติ กกต. ได้จัดส่งจุลสารประชาสัมพันธ์ซึ่งมีเนื้อหาไม่สอดคล้องกับร่างรัฐธรรมนูญหลายส่วน ถือเป็นการหลอกลวงและผิดหลักการศาสนาอิสลาม จึงเป็นเหตุให้ประชาชนส่วนใหญ่ในจังหวัดชายแดนภาคใต้และอำเภอใกล้เคียงที่นับถือศาสนาอิสลามไม่เห็นชอบกับร่างรัฐธรรมนูญรวมถึงคำถามพ่วงในที่สุด แม้จะมีเจ้าหน้าที่รัฐพยายามโน้มน้าวชักจูงให้เห็นชอบก็ตาม

“ประชาชนในจังหวัดชายแดนภาคใต้เห็นว่าร่างรัฐธรรมนูญในเนื้อหาด้านการบริหารและการปกครองไม่มีการกระจายอำนาจและให้สิทธิแก่ชาวมุสลิมมลายู รวมถึงไม่สอดคล้องกับอัตลักษณ์และบริบทของจังหวัดชายแดนภาคใต้ ซึ่งประชาชนรวมถึงกลุ่มและองค์กรในพื้นที่ได้เคลื่อนไหวเรียกร้องมาอย่างต่อเนื่อง จึงเป็นอีกสาเหตุที่พวกเราไม่เห็นชอบกับร่างรัฐธรรมนูญรวมถึงคำถามพ่วง” จดหมายเปิดผนึกระบุ

ภายหลังจากยื่นหนังสือถึงผู้ว่าราชการจังหวัดปัตตานีแล้ว เครือข่ายทั้งหมดได้แยกย้ายกันเดินทางกลับรวมถึงผู้นำศาสนาที่ถูกเชิญตัวมายังจวนผู้ว่าราชการจังหวัดก่อนหน้านั้น

ภาพ : เครือข่ายนักวิชาการเพื่อสิทธิพลเมือง

กลับขึ้นด้านบน